กิจกรรมทางกายประยุกต์สำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะหกล้มซ้ำซ้อนในยุควิถีใหม่
Main Article Content
บทคัดย่อ
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิผลของกิจกรรมทางกายประยุกต์สำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะหกล้มซ้ำซ้อนในยุควิถีใหม่ และ 2) เปรียบเทียบประสิทธิผลกิจกรรมทางกายประยุกต์สำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะหกล้มซ้ำซ้อนในยุควิถีใหม่ โดยการใช้ระเบียบการวิธีวิจัยที่ประกอบไปด้วย 2 แนวทาง ประกอบด้วย การวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลจากผู้สูงอายุในจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 323 ราย โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เส้นทางความสัมพันธ์ของตัวแปร และส่วนแนวทางการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์แบบกลุ่มย่อย และแบบเจาะลึก ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิผลด้านการทรงตัวของผู้สูงอายุ ในด้านรูปแบบการพัฒนาสมรรถภาพทางกายในส่วนด้านการทรงตัวป้องกันการหกล้ม มีผลวิจัยทำให้ผู้สูงอายุมีคะแนนเฉลี่ยการทรงตัวสูงขึ้น โดยประสิทธิผลด้านสมรรถภาพทางกายของผู้สูงอายุ มีผลวิจัยทำให้ผู้สูงอายุมีค่าเฉลี่ยการลุกเดินจากเก้าอี้ไปและกลับ เร็วขึ้น
ในส่วนสุดท้ายด้านประสิทธิผลด้านความกลัวต่อการหกล้มของผู้สูงอายุ ในด้านรูปแบบการพัฒนาสมรรถภาพทางกายด้านการทรงตัวป้องกันการหกล้ม มีผลวิจัยทำให้ผู้สูงอายุมีค่าเฉลี่ยความกลัวต่อการหกล้ม ลดลง โดยการเปลี่ยนความกลัวเป็นก้าวย่างมิติใหม่ของกิจกรรมทางกายประยุกต์เพื่อพิชิตการหกล้มในผู้สูง New Normal และการวิเคราะห์เส้นทางความสัมพันธ์ของตัวแปร พบว่า ประสิทธิผลขึ้นอยู่กับสภาวะทางร่างกายและอารมณ์ การชักจูงด้วยคำพูด และการใช้ตัวแบบ ในขณะเดียวกัน สภาวะทางร่างกายและอารมณ์ขึ้นอยู่กับการชักจูงด้วยคำพูด และการใช้ตัวแบบและส่วนสุดท้ายการชักจูงด้วยคำพูดขึ้นอยู่กับการใช้ตัวแบบ
Article Details
เอกสารอ้างอิง
กรมอนามัย. (2566). แผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2566-2580). เรียกใช้เมื่อ 23 ธันวาคม 2568 จาก https://thaitgri.org
กองป้องกันการบาดเจ็บ. (2567). รายงานสถานการณ์การพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุไทย ปี 2566. กรมควบคุมโรค. เรียกใช้เมื่อ 15 ธันวาคม 2568 จาก http://thaincd.com/
บุญชม ศรีสะอาด. (2560). การวิจัยเบื้องต้น. (พิมพ์ครั้งที่ 10 ฉบับปรับปรุงใหม่). กรุงเทพมหานคร: สุวีริยาสาส์น.
สายธิดา ลาภอนันตสิน และคณะ. (2558). การพัฒนาสมรรถภาพการทรงตัวและความกลัวการล้มของผู้สูงอายุหญิงในตำบล องครักษ์และบางลูกเสือจังหวัดนครนายกด้วยการบริการวิชาการชุมชน. วารสารกายภาพบำบัด, 37(2), 63-77.
Florence, C. S. et al. (2018). Medical Costs of Fatal and Nonfatal Falls in Older Adults. Journal of the American Geriatrics Society, 66(4), 693-698. https://doi.org/10.1111/jgs.15304.
Ganz, D. A. & Latham, N. K. (2020). Prevention of Falls in Community-Dwelling Older Adults. New England Journal of Medicine, 382(8), 734-743. https://doi.org/10.1056/NEJMcp1903252.
Liu, Y. et al. (2023). Effectiveness of virtual reality games in improving physical function, balance and reducing falls in balance-impaired older adults: A systematic review and meta-analysis. Arch Gerontol Geriatr, 108(2023), 104924. https://doi.org/10.1016/j.archger.2023.104924.
Miller, C. A. (2012). Nursing for wellness in older adults. (6th ed.). Philadelphia: Lippincott William & Wilkins.
Montero-Odasso, M. et al. (2022). World guidelines for falls prevention and management for older adults: A global initiative. Age and Ageing, 51(9), afac205. https://doi.org/10.1093/ageing/afac205.
Rovinelli, R. J. & Hambleton, R. K. (1977). On the use of content specialists in the assessment of criterion-referenced test item validity. Tijdschrift voor Onderwijsresearch, 2(2), 49-60.
Sherrington, C. et al. (2020). Physical activity and falls prevention for people aged 65+. British Journal of Sports Medicine, 54(15), 885-891. https://doi.org/10.1136/bjsports-2016-096547.