ผลการจัดการเรียนรู้ด้วย SEMERC Model ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในรายวิชาเทเบิลเทนนิสระดับอุดมศึกษา
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะเทเบิลเทนนิสของนิสิตที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วย SEMERC Model ในรายวิชาเทเบิลเทนนิส 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะเทเบิลเทนนิสของนิสิตก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วย SEMERC Model และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนิสิตที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วย SEMERC Model ในรายวิชาเทเบิลเทนนิส กลุ่มตัวอย่าง คือ นิสิตระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 2 สาขาพลศึกษา จำนวน 80 คน โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เรียนรู้ด้วยรูปแบบ SEMERC Model จำนวน 40 คน กับกลุ่มเรียนรู้ด้วยรูปแบบปกติ จำนวน 40 คน ได้มาซึ่งกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 6 แผน แบบทดสอบความรู้ แบบทดสอบทักษะเทเบิลเทนนิส และแบบประเมินความพึงพอใจ เมื่อตรวจคุณภาพเครื่องมือวัด และประเมินผล พบว่า ความเที่ยงตรง ความเป็นปรนัย ค่าอำนาจจำแนก และความเชื่อมั่น เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะกีฬาเทเบิลเทนนิสหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และผลการเปรียบเทียบความรู้ ทักษะเทเบิลเทนนิส พบว่า กลุ่มทดลองมีผลลัพธ์สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นอกจากนี้ ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ในระดับสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.50) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่ารูปแบบ SEMERC Model สามารถส่งเสริมทั้งด้านความรู้ ทักษะปฏิบัติ และการมีส่วนร่วมของผู้เรียนเข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Article Details
เอกสารอ้างอิง
ชนกนาถ รัตนเฉลิมวงศ์ และคณะ. (2567). สภาพความต้องการจําเป็นและแนวทางการพัฒนาการสอนเทเบิลเทนนิสแบบ SEMERC Model. Journal of Roi Kaensarn Academi, 9(1), 102-116.
ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2553). เทคนิคการวิจัยทางการศึกษา. (พิมพ์ครั้งที่ 11). กรุงเทพมหานคร: สุวีริยาสาส์น.
สมเจตน์ พลอยจั่น. (2567). ปัจจัยที่มีผลต่อการเรียนการสอนที่มีประสิทธิผลของนักศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี. วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร, 7(4), 163-175.
สมนึก ภัททิยธนี. (2562). การวัดผลการศึกษา. (พิมพ์ครั้งที่ 12). กาฬสินธุ์: ประสานการพิมพ์.
สุธนะ ติงศภัทิย์. (2554). การนำเสนอรูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนากีฬาเทนนิสอาชีพในประเทศไทย. ใน ดุษฎีนิพนธ์ครุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต สาขาพลศึกษา. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สุภาพร ขำจันทร์. (2566). ประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่หลากหลายต่อการพัฒนาความเข้าใจและเจตคติของนิสิตสู่การให้บริการและถ่ายโอนความรู้ทางเทคนิคการแพทย์แก่ชุมชน. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, 34(3), 25-40.
Casey, A. & Goodyear, V. A. (2015). Using digital technologies to enhance teaching and learning in physical education. London: Routledge.
Deci, E. L. & Ryan, R. M. (2000). The “what” and “why” of goal pursuits: Human needs and the self-determination of behavior. Psychological Inquiry, 11(4), 227-268.
Graham, G. (2007). Teaching children physical education: Becoming a master teacher. (4th ed.). Champaign: Human Kinetics.
Hattie, J. (2009). Visible learning: A synthesis of over 800 meta-analyses relating to achievement. London: Routledge.
Kirk, D. (2010). Physical education futures. London: Routledge.
Light, R. (2008). Complex learning theory-Its epistemology and its assumptions about learning: Implications for physical education. Journal of Teaching in Physical Education, 27(1), 21-37.
Martens, R. (2012). Successful coaching. (3rd ed.). Champaign: Human Kinetics.
Schmidt, R. A. & Lee, T. D. (2011). Motor control and learning: A behavioral emphasis. (5th ed.). Champaign: Human Kinetics.
Tomlinson, C. A. (2014). The differentiated classroom: Responding to the needs of all learners. (2nd ed.). Alexandria: ASCD.
Vygotsky, L. S. (1978). Mind in society: The development of higher psychological processes. Cambridge: Harvard University Press.
Zimmerman, B. J. (2008). Investigating self-regulation and motivation: Historical background and future directions. Educational Psychologist, 43(2), 93-105.