THE DEMOCRATIC POLITICAL AWAKENING OF THAI MON PEOPLE IN PATHUMTHANI PROVINCE
Keywords:
Political awakening, Thai Mon people, AparihaniyadhammaAbstract
The objectives of this research were 1) To study the state of political awakening of Thai Mon people in Pathum Thani Province 2) To study relevant factors affecting democratic political awakening of Thai Mon people in Pathum Thani Province, and 3) To apply Buddhism principles to promote democratic political awakening among Thai Mon people in Pathum Thani Province. This is an integrated research method by qualitative research. There were 24 key informants of people. Quantitative research, the sample group by setting criteria for 381 people.
The results showed that 1. The state of political awakening of Thai Mon people in Pathum Thani Province in high level. The overall awakening state was at a high level ( =3.97, S.D. = 0.98) 2. Factors affecting democratic political awakening of Thai Mon people in Pathum Thani Province are as follows: 1) Way of life did not affect the democratic political awakening of Thai Mon people 2) Aparihaniyadhamma Principle is affecting the political awakening of the Thai Mon people. able to predict 36.0% 3. The presentation of the application of Buddhism principles to promote democratic political awakening of Thai Mon people in Pathum Thani Province is in 2 forms: 1) Political awakening in an abstract manner (creating awareness) 2) Political awakening in a concrete manner (political movement).
References
กรมการปกครอง. (2564) เขตการปกครองและจำนวนประชากร. สืบค้น 3 มกราคม 2564, จาก http://123.242.173.131/pathumthani_news/attach
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และคณะ. (2551). มอญ-เขมรศึกษา. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
เติมศักดิ์ ทองอินทร์.(2560). การมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ปัญหาความรุนแรงในการเมืองท้องถิ่นในจังหวัด ปทุมธานีและพระนครศรีอยุธยา. วารสาร มจรสังคมศาสตร์ปริทรรศน์, 6(2 ฉบับพิเศษ พฤษภาคม), หน้า 159-172.
ณฐมน หมวกฉิม. (2564). การตื่นตัวทางการเมืองของเยาวชนในระบอบประชาธิปไตย ที่มีผลต่อการเลือกตั้งทั่วไปของไทย (ดุษฎีนิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์). พระนครศรีอยุธยา: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
ธรรมรัตน์ ธรรมยาฤทธิ์. (2561). สภาพการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในเขตเทศบาลนครอุดรธานี. วารสารการบริหารท้องถิ่น, 11(2), 55-71.
พงษ์พัต วัฒนพงศ์ศิริ และสุรีย์พร สลับสี. (2563). การมีส่วนร่วมทางการเมืองของ ประชาชนต่อการปกครองท้องถิ่นในเทศบาลบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ. วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร, 1(2), 9-21.
พรรณี บัวเล็ก. (2565). วิถีชีวิตของคนในคลองบางเขน. วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฎธนบุรี, 16(1), 162-177.
พระมหานำเกียรติ วิสุทฺโธ. (2563). รูปแบบการใช้หลักอปริหานิยธรรมในการบริหารองค์กรเพื่อการพัฒนาชุมชนของวัดโพธิการาม ตำบลโพนสูง อำเภอปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด. วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร, 8(5), 1708-1720.
พระสมศักดิ์ สิทธาจารย์. (2556). ความคิดเห็นของพระสงฆ์ที่มีต่อการใช้หลักอปริหานิยธรรม 7 ของพระสังฆาธิการในการบริหารกิจการพระสงฆ์ในเขตอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี (วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขารัฐศาสตร์). ชลบุรี: มหาวิทยาลัยบูรพา.
พัลลภ สุริยกุล ณ อยุธยา. (2542). เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมของชาวมอญ : กรณีศึกษาหมู่บ้านเจดีย์ทอง ตำบลคลองควาย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี (วิทยานิพนธ์มานุษยวิทยามหาบัณฑิต สาขามานุษยวิทยา). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ไพบูลย์ สุขเจตนี. (2563). การพัฒนาความไว้วางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีต่อนักการเมืองระดับท้องถิ่นในจังหวัดนนทบุรี (ดุษฎีนิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์). พระนครศรีอยุธยา: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
สุจริตลักษณ์ ดีผดุง และคณะ. (2542). มอญบทบาทดานสังคม วัฒนธรรม ความเป็นมา และความเปลี่ยนแปลงในรอบ 200 ปี ของกรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยมหิดล.
สุจิตรา เปลี่ยนรุ่ง. (2551). การสื่อสารเพื่อสร้าง ธำรงรักษาและต่อรองอัตลักษณ์ความเป็นมอญของกลุ่มชาวมอญพลัดถิ่นในประเทศไทยท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ (วิทยานิพนธ์ปริญญานิเทศศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานิเทศศาสตร์). กรุงเทพฯ: กรุงเทพมหานคร.
องค์ บรรจุน. (2559). บ้านทุ่งเข็น: ชุมชนชาติพันธุ์มอญร่วมสมัยแห่งสุพรรณบุรีชุมชน (ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สหวิทยาการ). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
อนุวัฒน์ ศรีษะเกษ. (2563). การประยุกต์ใช้หลักอปริหานิยธรรม 7 เพื่อการทำงาน กรณีศึกษาอำเภอหนองนาคำ จังหวัดขอนแก่น. วารสาร MBUISC Journal มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยอีสาน, 1(1), 67-84


