เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน เพื่อส่งบทความ

ในขั้นตอนการส่งบทความ ผู้แต่งต้องตรวจสอบและยืนยันว่าปฏิบัติตามข้อกำหนดการส่งบทความทุกข้อ บทความที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดอาจถูกส่งคืนให้ผู้แต่งดำเนินการแก้ไข

  • บทความต้นฉบับที่ส่งเข้ามาในระบบต้องอยู่ในรูปแบบไฟล์ของ Microsoft Word เท่านั้น และต้องจัดรูปแบบเอกสารเป็นหนึ่งคอลัมน์ ใช้ตัวอักษรฟอนต์ TH Sarabun New ขนาด 14 pt. (ดูตัวอย่าง Template ได้ที่เอกสารดาวน์โหลด) ภาพประกอบและตารางมีการกำหนดโดยตัวเลข และวางไว้ในส่วนที่เหมาะสม
  • ต้องระบุรายละเอียดสังกัดและที่อยู่อีเมลของผู้แต่งทุกคนให้ครบถ้วน หมายเหตุ: จะไม่สามารถแก้ไขข้อมูลเพิ่มเติม เช่น ลดจำนวน หรือเพิ่มจำนวน ผู้แต่งได้ หลังจากได้รับหนังสือตอบรับตีพิมพ์เรียบร้อยแล้ว
  • บทความที่ส่งเข้ามาเพื่อรับการพิจารณาตีพิมพ์ ต้องเป็นต้นฉบับที่ไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารใดมาก่อน และไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของวารสารอื่น
  • ขั้นตอนการส่งบทความให้ผู้แต่งส่งต้นฉบับบทความ พร้อมกับแนบแบบฟอร์มนำส่งบทความด้วย (ดาวน์โหลดได้ที่เมนู เอกสารดาวน์โหลด) ทั้งนี้ รูปแบบของบทความต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การเตรียมต้นฉบับที่วารสารกำหนด รวมทั้งตรวจสอบความถูกต้องของการสะกดคำ
  • บทความความยาวไม่เกิน 15 หน้า โดยได้ปฏิบัติตามคำแนะนำในการเตรียมต้นฉบับบทความเรียบร้อยแล้ว
  • เอกสารที่ใช้อ้างอิงไว้ท้ายบทความ เรียงตามลำดับตัวอักษร โดยใช้รูปแบบการเขียนอ้างอิงตามระบบ APA 7th และแนบเลข DOI หรือ URL ต่อท้าย โดยแหล่งที่มานั้นต้องออนไลน์และใช้ได้จริง
  • ผู้เขียนควรใช้อ้างอิงที่มีความทันสมัย โดยเฉพาะเอกสารที่เผยแพร่ภายใน 5 ปีที่ผ่านมา รายการอ้างอิงทุกแหล่งต้องได้รับการอ้างถึงในเนื้อหาบทความอย่างถูกต้อง และไม่ควรระบุรายการอ้างอิงไว้เฉพาะท้ายบทความโดยไม่มีการอ้างถึงในเนื้อหา โดยใช้การเขียนอ้างอิงรูปแบบ APA 7th edition
  • ผู้เขียนมีหน้าที่รับผิดชอบในการตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อมูลในรายการอ้างอิงแต่ละรายการมีความครบถ้วนและถูกต้อง
    ไม่ควรใช้เอกสาร เว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ เว็บไซต์ข่าว สื่อสังคมออนไลน์ วิกิพีเดีย เป็นต้น ควรใช้อ้างอิงจากเอกสารทางวิชาการเท่านั้น เช่น บทความวารสาร หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ รายงานการประชุมวิชาการ สิทธิบัตร หรือเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือและมีนโยบายการจัดเก็บข้อมูลอย่างถาวร เป็นต้น โดยให้แนบเลข DOI หรือ URL ต่อท้าย แหล่งที่มานั้นต้องออนไลน์และใช้ได้จริง

ส่วนประกอบของบทความ 

1. ชื่อเรื่องบทความ (ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ)

2. ชื่อผู้เขียนทุกคนและหน่วยงานที่สังกัด (ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ)

3. บทคัดย่อ (Abstract) ความยาวไม่เกิน 300 คำ และคำสำคัญ (Keyword) 3-5 คำ (ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ)

4. เนื้อเรื่อง
    4.1 บทความวิจัย ควรเป็นการนำเสนอผลการศึกษาค้นคว้า ข้อค้นพบ องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยซึ่งผู้วิจัยได้ดำเนินการมาอย่างเป็นระบบตามขั้นตอน โดยควรมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้ (สามารถมีหัวข้อหรือองค์ประกอบที่แตกต่างได้)
          4.1.1 บทนำ (Introduction) ที่ครอบคลุมความสำคัญและที่มาของปัญหาวิจัย
          4.1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย/ คำถามวิจัย (Research Objective/ Research Question)
          4.1.3 วิธีดำเนินการวิจัย (Research Methodology) ที่นำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับแบบแผนการวิจัย ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง ผู้เข้าร่วมวิจัย เครื่องมือวิจัย การเก็บข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล
         4.1.4 ผลการวิจัย (Research Finding)
         4.1.5 การอภิปรายผลการวิจัย (Discussion)
         4.1.6 ข้อเสนอแนะจากการวิจัย (Suggestion)
    4.2 บทความวิชาการ ควรมีการกำหนดประเด็นที่ต้องการอธิบายหรือวิเคราะห์อย่างชัดเจน โดยมีการวิเคราะห์ประเด็นที่ต้องการนำเสนอตามหลักวิชาการโดยมีการสารวจวรรณกรรมเพื่อสนับสนุนจนสามารถสรุปผลการวิเคราะห์ประเด็นนั้นได้ อาจเป็นการนำความรู้จากแหล่งต่างๆ มาประมวลร้อยเรียงเพื่อวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ โดยที่ผู้ส่งบทความแสดงทัศนะทางวิชาการของตนไว้อย่างชัดเจน มีลำดับเนื้อหาและบทสรุปที่เหมาะสมเพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้ชัดเจน 
   4.3 บทความภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษ มีความยาว 12 - 15 หน้ากระดาษขนาด เอ 4 อาจมีภาพ ตาราง แผนภูมิประกอบได้ โดยมีทั้งหมดนี้รวมอยู่ในข้อจํากัดจํานวนไม่เกิน 15 หน้า

5. เอกสารอ้างอิงแบบ APA เนื้อหาเอกสารอ้างอิง มีดังนี้

ผู้เขียนมีหน้าที่รับผิดชอบในการตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อมูลในรายการอ้างอิงแต่ละรายการมีความครบถ้วนและถูกต้อง ไม่ควรใช้เอกสาร เว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ เว็บไซต์ข่าว สื่อสังคมออนไลน์ วิกิพีเดีย เป็นต้น ควรใช้อ้างอิงจากเอกสารทางวิชาการเท่านั้น เช่น บทความวารสาร หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ รายงานการประชุมวิชาการ สิทธิบัตร หรือเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือและมีนโยบายการจัดเก็บข้อมูลอย่างถาวร เป็นต้น โดยให้แนบเลข DOI หรือ URL ต่อท้าย แหล่งที่มานั้นต้องออนไลน์และใช้ได้จริง

ผู้เขียนควรใช้อ้างอิงที่มีความทันสมัย โดยเฉพาะเอกสารที่เผยแพร่ภายใน 5 ปีที่ผ่านมา รายการอ้างอิงทุกแหล่งต้องได้รับการอ้างถึงในเนื้อหาบทความอย่างถูกต้อง และไม่ควรระบุรายการอ้างอิงไว้เฉพาะท้ายบทความโดยไม่มีการอ้างถึงในเนื้อหา โดยใช้การเขียนอ้างอิงรูปแบบ APA 7th edition

ให้ผู้เขียนแปลรายการอ้างอิงภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น วิธีการแปล นามสกุล, อักษรตัวแรกของชื่อ. (เปลี่ยน พ.ศ. เป็น ค.ศ.). ชื่อเรื่องแปลเป็นภาษาอังกฤษ. สำนักพิมพ์. และทุกรายการของเอกสารอ้างอิงภาษาไทยต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษ เติมคำว่า “[in Thai]” ต่อท้าย โดยเรียงลำดับรายการอ้างอิงส่วนภาษาอังกฤษทุกรายการตามลำดับตัวอักษร ตัวอย่างเช่น

เยาวนารถ พันธุ์เพ็ง. (2565). การประเมินเชิงพัฒนา (Developmental Evaluation: DE) ช่วงต้นน้ำเพื่อพัฒนาเป้าหมายโรงเรียน. วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร, 5(2), 111-122. https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/ article/view/254689/171889

Panpeng, Y. (2022). The developmental evaluation or DE is upstream to develop school goals. Journal of Interdisciplinary Social Sciences and Communication, 5(2), 5–12. https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/254689/171889 [in Thai]

คำแนะนำในการจัดเตรียมต้นฉบับ (บทความวิจัย) (English version) (บทความวิชาการ)

6. แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการตรวจสอบการคัดลอกผลงานทางวิชาการ
    การกำหนดดัชนีความคล้าย (Similarity Index) โดยใช้โปรแกรมตรวจสอบการคัดลอกที่มหาวิทยาลัยรับรอง กำหนดดัชนีความคล้าย (Similarity Index) มีค่ารวมเฉลี่ยไม่เกินร้อยละ 15 โดยที่ส่วนของบทคัดย่อ มีค่าไม่เกินไม่เกินร้อยละ 10 วิธีดำเนินการวิจัย มีค่าไม่เกินไม่เกินร้อยละ 20 และอภิปรายผล มีค่าไม่เกินไม่เกินร้อยละ 15

ขั้นตอนการตรวจสอบการคัดลอกผลงานทางวิชาการ
    (1) ผู้นิพนธ์ต้องแนบหลักฐานแสดงผลการตรวจสอบความซ้ำซ้อนของบทความ ตามแบบเอกสารที่วารสารกำหนด ประกอบการยื่นส่งบทความเข้ารับการประเมินคุณภาพ 
    (2)  ผู้นิพนธ์ต้องแนบหลักฐานแสดงผลการตรวจสอบความซ้ำซ้อนของบทความ ตามแบบเอกสารที่วารสารกำหนด ประกอบการยื่นส่งบทความปรับแก้ไขเข้ารับการตรวจสอบ