การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ร่วมกันโดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมือง สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย

Main Article Content

กิติภา โสทะ
วารีรัตน์ แก้วอุไร

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ทั่วไป เพื่อการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ร่วมกันโดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมือง สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายและวัตถุประสงค์เฉพาะ 1) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ร่วมกันโดยใช้หลักธรรม ทางพระพุทธศาสนา เพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมือง สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อสร้างและหาดัชนีประสิทธิผลรูปแบบการเรียนรู้ร่วมกันโดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมือง สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบการเรียนรู้ร่วมกันโดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมือง สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย และศึกษาผลการใช้ ดังนี้ 3.1) เพื่อเปรียบเทียบความเป็นพลเมืองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ก่อนและหลังการใช้รูปแบบการเรียนรู้ 3.2) เพื่อศึกษากระบวนการเรียนรู้ร่วมกันโดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา 3.3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้ร่วมกันโดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมือง สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มทดลองเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนทุ่งทรายวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 41 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบวัดความเป็นพลเมือง 2) แบบสังเกตกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันโดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา 3) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยรูป แบบการเรียนรู้ร่วมกันโดยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ผลการวิจัย พบว่า
1. การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองมีแนวทางพัฒนาโดยการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้รวมพลังร่วมมือร่วมรับผิดชอบในการเรียนรู้ร่วมกันผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย ผู้สอนต้องเคารพในความคิดของผู้เรียน และเอื้อต่อการเรียนรู้ เป็นที่ปรึกษาและสนับสนุนการเรียนรู้อย่างเป็นประชาธิปไตย เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีการแสดงความคิดเห็นร่วมกัน โดยมีขั้นตอนในการพัฒนา 1) ศึกษาเอกสาร ตำรา บทความและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง สัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 2) นำข้อสรุปความรู้ที่ได้จากการวิเคราะห์ สังเคราะห์ รวบรวมข้อมูลจากการศึกษามากำหนดแนวทางในการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ ยกร่างรูปแบบการเรียนรู้ ประกอบด้วย หลักการ จุดมุ่งหมาย เนื้อหาสาระ กระบวนการจัดการเรียนรู้ และการวัดประเมินผล จัดทำเอกสารประกอบรูปแบบการเรียนรู้ ตรวจสอบคุณภาพรูปแบบ
2. รูปแบบการเรียนรู้ร่วมกันโดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนามีหลักการมุ่งเน้นการจัดการเรียนรู้โดยการทำงานเป็นทีม หรือกลุ่มเล็กๆ ที่มีความสามารถต่างกัน เรียนรู้ด้วยความรับผิดชอบต่อความสำเร็จของกลุ่มร่วมกัน มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกวิธีการคิดอย่างใคร่ครวญ ไตร่ตรอง รอบคอบ นำไปสู่การปฏิบัติจริง และปฏิบัติอย่างถูกวิธีจนสามารถใช้ปัญญาแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม โดยมีกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 เสนอสถานการณ์โดยใช้หลักธรรมสากัจฉา ขั้นที่ 2 ประชุมวางแผนโดยใช้หลักธรรมปุจฉาวิสัชนา ขั้นที่ 3 ระดมสมอง โดยใช้หลักธรรมอริยสัจ 4 ขั้นที่ 4 นำเสนอผลงานโดยใช้หลักธรรมไตรสิกขาขั้นที่ 5 อภิปรายและสรุปผลโดยใช้หลักธรรมโยนิโสมนสิการผลการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญพบว่า รูปแบบการเรียนรู้มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด และดัชนีประสิทธิผลของรูปแบบมีค่า 0.76
3. ผลการทดลองใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้น พบว่า 1) นักเรียนมีความเป็นพลเมืองสูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 2) นักเรียนเรียนรู้โดยใช้กระบวนการทางสังคมมีการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มสมาชิก 4-6 คน ทำงานแบบรวมพลังร่วมมือกัน เคารพในความแตกต่างมีความรับผิดชอบร่วมกันมีเป้าหมายร่วมกันโดยมีการสนทนา ซักถาม อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดกันอย่างมีเหตุผลและใช้วิธีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ 3) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้ร่วมกันโดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมือง อยู่ในระดับมาก

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
โสทะ ก. ., & แก้วอุไร ว. . (2019). การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ร่วมกันโดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมือง สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย. Journal of Education and Innovation, 22(1), 45–58. สืบค้น จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/edujournal_nu/article/view/121165
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

Barkley, E. F., Cross, K. P., & Major, C. H. (2004). Collaborative learning techniques: A handbook for college faculty. San Francisco: Jossey-Bass.

Brufee, K. A. (1995). Collaborative learning Higher education, interdependence, and authority of knowledge. Baltimore: John Hopkins University Press.

Gokhale, A. (2000). Collaborative learning enhances critical thinking. Journal of Technology Education, 7. 10.1007/978-1-4419-1428-6_910.

Jaijan, N., Kaewurai, W., & Wiboonrungsan, S. (2017). A development of learning activity model based on constructive controversy theory to enhance ASEAN citizenship for high school students. Journal of Education Naresuan University, 19(1), 194-207. [in Thai]

Kaewurai, W. (2014). Research article on a development of learning management model for developing quality of learners leading to moral, wisdom and learning society. The Journal of Educational Research, Office of the Education Council, 2(2), 46-58. [in Thai]

Office of Social Development and Human Security. (2014). Social situation report and the security of the people of Phitsanulok Province. Bangkok: Office of The Ministry of Social Development and Human Security. [in Thai]

Office of the Education Council. (2010). Development strategy for civic education 2010-2018. Bangkok: Ministry of Education. [in Thai]

Phra Dhammapitaka (P. A. Payutto). (2003). Learning process for developing people towards democracy. (4th ed). Bangkok: Mahachulalongkornrajavidyalaya University Printing Press. [in Thai]

Rodsaen, A., Kaewurai, W., & Chanbanchong, C. (2016). The development of collaborative learning model to enhance citizenship instructional competences for basic education teachers. Journal of Education Naresuan University, 18(1), 95-105. [in Thai]

Unjai, K., Kaewurai, W., Prachanban, P., & Sawagpun, P. (2015). The development of curriculum to enhance citizenship for Thai youth focus on responsibility. Journal of Education Naresuan University, 17(4), 41-51. [in Thai]