รูปแบบ หน้าที่ และความสัมพันธ์ทางความหมายของคำปฏิญาณตนในหน้าที่และอาชีพในสังคมไทย
Main Article Content
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบ หน้าที่ และความสัมพันธ์ทางความหมายของคำปฏิญาณตนในหน้าที่และอาชีพในสังคมไทย โดยเก็บข้อมูลคำปฏิญาณตนในหน้าที่และอาชีพของคนไทยจากเว็บไซต์ของหน่วยงานราชการและเอกชนในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน พ.ศ. 2566 รวมจำนวน 35 คำปฏิญาณ ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบของถ้อยคำปฏิญาณตนเป็นร้อยแก้ว ใช้กลวิธีแบบพรรณนาโวหารและบรรยายโวหารมี 6 องค์ประกอบ ได้แก่ การออกนามตนเอง การกล่าววัจนกรรมผูกมัด การกล่าวคำมั่นในการประพฤติตนและการกล่าวคำมั่นในการไม่ประพฤติตน การแสดงเหตุ-ผลแห่งการกระทำตามคำมั่น การกล่าวอ้างกฎระเบียบ มาตรฐานวิชาชีพหรือบัญญัติต่าง ๆ และการออกนามอาชีพ ผลการศึกษาหน้าที่ของ คำปฏิญาณตน พบว่ามี 3 หน้าที่ ได้แก่ หน้าที่สั่งสอนการประพฤติตน หน้าที่แสดงความเป็นพวกเดียวกัน และหน้าที่สร้างความเชื่อมั่นและไว้เนื้อเชื่อใจ การจัดหมวดหมู่ทางความหมายของคำศัพท์สามารถจัดได้ 8 หมวดหมู่ ได้แก่ หมวดความหมาย “จริยธรรม” “การดูแล” “คำแทนตน” “ความตั้งมั่น” “ศีลธรรม” “ดินแดน” “ระบอบการปกครอง” และ “ความภาคภูมิใจ”
Downloads
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความทุกบทความเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิชาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพาเท่านั้น
เอกสารอ้างอิง
นววรรณ พันธุเมธา. (2544). คลังคำ. อมรินทร์.
นันทนา วงษ์ไทย. (2562). ภาษาและความหมาย (พิมพ์ครั้งที่ 2). เวิร์ค ออล พริ๊นท์.
ราชบัณฑิตยสถาน. (2556). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554. นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์.
ลิขิต ธีรเวคิน. (2551). การถวายสัตย์ปฏิญาณ. http://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=การถวายสัตย์ปฏิญาณ
วิกานดา เกียรติมาโนชญ์ และจันทิมา อังคพณิชกิจ. (2559). หน้าที่ของถ้อยคำสาปแช่งและสาบานในวาทกรรมการเมืองไทย. วารสารวจนะ, 4(2), 1-19.
สุริยา รัตนกุล. (2544). อรรถศาสตร์เบื้องต้น. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหิดล.
อาทิตย์ ศรีจันทร์. (2555). วรรณกรรมคำสัตย์สาบานในกฎหมายตราสามดวง. [รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์]. มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา.
อุดม วโรตม์สิกขดิตถ์. (2537). ภาษาศาสตร์เหมาะสมัยเบื้องต้น. ต้นธรรมสำนักพิมพ์.
Austin, J. L. (2002). How to do things with words (2nd ed.). Oxford University Press.