การพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมโดยชุมชน แบบ Heritage Handprint ในพื้นที่อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ : กรณีศึกษา ชุมชน 10 โหม้ง โหล่งผญ๋า
คำสำคัญ:
การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม, การท่องเที่ยวแบบ Heritage Handprint, ชุมชน 10 โหม้ง โหล่งผญ๋าบทคัดย่อ
โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาศักยภาพการท่องเที่ยวในพื้นที่ชุมชน “10 โหม้ง โหล่งผญ๋า” 2) พัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบ Heritage Handprint โดยมีส่วนร่วมกับชุมชน และ 3) เผยแพร่รูปแบบการท่องเที่ยวดังกล่าวสู่สาธารณะ การวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research - PAR) เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสำรวจชุมชนแบบมีส่วนร่วม (Participatory Rural Appraisal - PRA) การสัมภาษณ์เชิงลึก และการอบรมเชิงปฏิบัติการแบบ A-I-C (Appreciation Influence Control) ขอบเขตของการวิจัยครอบคลุมทรัพยากรการท่องเที่ยวของชุมชนเพื่อนำไปสู่การสร้างสรรค์กิจกรรม การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมโดยชุมชน ข้อมูลจากการสำรวจพบว่า บางชุมชนมีการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอยู่แล้ว ขณะที่บางแห่งยังไม่เคยจัดกิจกรรมดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ทุกชุมชนมีศักยภาพในการพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยว นอกจากนี้ จากการอบรมเชิงปฏิบัติการแบบ A-I-C ร่วมกับผู้ให้ข้อมูลหลัก พบว่า ทั้ง 10 ชุมชนต้องการการสนับสนุนด้านองค์ความรู้ งบประมาณ และการจัดการระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว การวิจัยนี้เสนอรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม แบบ Heritage Handprint ซึ่งเน้นความเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละโหม้ง การมีส่วนร่วมของชุมชน และการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น อีกทั้งยังมีการทดลองจัดกิจกรรม ใน 4 ชุมชนหลัก และการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างการรับรู้และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่ “10 โหม้ง โหล่งผญ๋า”
Downloads
เอกสารอ้างอิง
กฤติมา อินทะกูล และณัฐพร ตั้งเจริญชัย. (2563). การศึกษาศักยภาพของชุมชนเพื่อการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กรณีศึกษา ตำบลวังทอง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก. วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง, 9(3), 53-70.
คณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ. (2566). แผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2566- 2570). [ออนไลน์]. https://drive.google.com/file/d/1eWJvZe1dHLKlABXB6PDJZXKVav4f-9hQ/view
เจน จันทรสุภาเสน, กาญจน์ คุ้มทรัพย์, รุจิรา คุ้มทรัพย์, ศศิธร แท่นทอง, เขมปริต ขุนราชเสนา, ฤทัยรัตน์ น้อยคนดี, ชชุรัตน์ ศรีจันทวงศ์ และกฤติกา บูรณโชคไพศาล. (2563). การใช้เทคนิค AIC เพื่อการเฝ้าระวังและการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์แมงกะพรุนน้ำจืด ในพื้นที่ตำบลหนองแม่นา อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์. วารสารรัชตภาคย์, 14(37), 204-214.
ประชาธรรม. (2566). เครือข่ายสันกำแพง “6 โหม้ง โหล่งผญ๋า” จับมือ อบจ.เชียงใหม่ ขยายพื้นที่สีเขียว สันกำแพง. https://prachatham.com/05082566-01/
วรพงศ์ ผูกภู่, ฐิติ ฐิติจำเริญพร,วุฒิพงษ์ ฉั่วตระกูล, อิสรี แพทย์เจริญ, พินทุสร อ่อนเปี่ยม และ จิตรลดา ปิ่นทอง. (2564). รูปแบบการพัฒนาชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กรณีศึกษาพื้นที่ต้นแบบชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม. กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม. รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์. กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.
สุดารา สุจฉายา. (ม.ป.ป.). สันกำแพง ข้อมูลประวัติศาสตร์สังคม เมืองสันกำแพงโบราณและแหล่งหัตถกรรม
สันกำแพง. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ.
สุธิดา แจ้งประจักษ์. (2565). การสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมโดยการ
มีส่วนร่วมของชุมชน. วารสารสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนาท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม, 6(2), 214-222.
อัจฉริยาพร คันธมาลาเจริญ. (2564). การพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวในแนวทางการท่องเที่ยว 4.0 กรณีศึกษาพื้นที่ตำบลกื้ดช้าง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่. (วิทยานิพนธ์ปริญญาการวางแผนภาคและเมืองมหาบัณฑิต), มหาวิทยาลัยแม่โจ้.
The Momentum. (2565). San Kamphaeng Rebrand มองประวัติศาสตร์ ‘สันกำแพง’ 3 ยุค จากชุมชนหัตถกรรมสู่ย่านสร้างสรรค์ เมืองเชียงใหม่. https://themomentum.co/feature-san-kamphaeng-rebrand/
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
1. บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ใน “วารสารข่วงผญา” ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
2. เนื้อหาบทความที่ปรากฏในวารสารเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือร่วมรับผิดชอบใดๆ
