การปฏิบัติการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์วิชาวิทยาศาสตร์โดยใช้วิธีสอนแบบอุปนัยชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านท่าบ่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1
คำสำคัญ:
ทักษะการคิดวิเคราะห์ วิธีสอนแบบอุปนัย แบบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ การวิจัยปฏิบัติการ วิธีสอนแบบปกติบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการปฏิบัติการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2) เพื่อเปรียบเทียบผลการปฏิบัติการหลังการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์โดยใช้การสอนแบบอุปนัยเมื่อเทียบกับเกณฑ์ที่ตั้งไว้ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม และ 3)เพื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์วิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างกลุ่มทดลองที่เรียนโดยใช้วิธีสอนแบบอุปนัย กับกลุ่มควบคุมที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนปกติ ตัวอย่างกลุ่มทดลองคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/2 จำนวน 21 คน ส่วนกลุ่มควบคุมคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 จำนวน 22 คน ได้มาโดยวิธีสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนแบบอุปนัยเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์วิชาวิทยาศาสตร์ จำนวน 12 แผน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบบันทึกประจำวันของครู สถิติที่ใช้คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า t-test โดยใช้สถิติ One–Sample t–test และเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมโดยใช้สถิติ t–test Independent
ผลการวิจัยพบว่า
- การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้ตามวิธีสอนแบบอุปนัยเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์วิชาวิทยาศาสตร์ ด้วยกระบวนการวิจัยปฏิบัติการ ส่งผลให้การสอนมีประสิทธิภาพโดยครูจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบอุปนัย 5 ขั้นตอนดังนี้ 1) ขั้นเตรียมความพร้อมของนักเรียนก่อนเริ่มเรียนเนื้อหาใหม่ 2) ขั้นสอนการเสนอตัวอย่างหรือกรณีต่าง ๆให้นักเรียนได้พิจารณา สามารถเปรียบเทียบได้ 3) ขั้นเปรียบเทียบและรวบรวมข้อมูลจากการสังเกต สืบค้น และการทดลองเพื่อหาองค์ประกอบรวม เพื่อเตรียมสรุปเป็นกฎเกณฑ์และองค์ความรู้ 4) ขั้นนำข้อสังเกตต่าง ๆ จากกิจกรรมการเรียนรู้ และจากตัวอย่างมาอภิปรายและสรุปร่วมกันเป็นกฎเกณฑ์ และองค์ความรู้ได้ด้วยตัวนักเรียนเอง 5)สรุปเป็นองค์ความรู้ที่สามารถจะนำไปใช้แก้ปัญหาได้
- การศึกษาผลการปฏิบัติการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์วิชาวิทยาศาสตร์ โดยวิธีสอนแบบอุปนัยหลังการปฏิบัติการเมื่อเทียบกับเกณฑ์เฉลี่ยร้อยละ 70 ขึ้นไป โดยมีจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 100 ผลการประเมินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้แบบทดสอบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์วิชาวิทยาศาสตร์หลังการปฏิบัติการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ พบว่า นักเรียนมีคะแนนหลังเรียนเฉลี่ยทั้ง 4 วงจรการปฏิบัติการ คิดเป็นร้อยละ 77.75 เมื่อเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดเฉลี่ยร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม และมีจำนวนนักเรียนผ่านเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 100
- ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่า นักเรียน
ในกลุ่มทดลองที่ใช้วิธีสอนแบบอุปนัย มีผลสัมฤทธิ์สูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ใช้วิธีสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ที่ระดับ .01
เอกสารอ้างอิง
จำเรียง ยศบุญเรือง. การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้เทคนิคไฟว์ ดับเบิ้ลยู วัน เอช. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2550.
ชวนชัย เชื้อสาธุชน. สถิติเพื่อการวิจัย. อุบลราชธานี: คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, 2551.
ธีรวุฒิ เอกะกุล. การวิจัยปฏิบัติการ. พิมพ์ครั้งที่ 3. อุบลราชธานี: ยงสวัสดิ์อินเตอร์กรุ๊ป, 2553.
พิกุล ตระกูลสม. การปฏิบัติการพัฒนากิจกรรมการเรียนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญวิชาวิทยาศาสตร์เรื่อง โลกและการเปลี่ยนแปลงรูปแบบซิปปา. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, 2552.
ภัชราพร ปริโยทัย. การพัฒนาชุดฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ วิชาวิทยาศาสตร์ประถมศึกษาปีที่ 3. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, 2551.
อุทัย บุญประเสริฐ. การวิจัยปฏิบัติการ(Action Research). การรับการศึกษาวารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต; ปีที่ 10 ฉบับที่ 10 (ตุลาคม 2552 - มกราคม 2553) : 51-52.
อุ่นเรือน หนูจันทร์. การศึกษาทักษะการคิดวิเคราะห์และความสามารถในการสรุปความคิดรวบยอดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้วิธีสอนแบบอุปนัย. วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยทักษิณ, 2551.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
1. บทความที่ตีพิมพ์ในวารสารนี้ได้มีการตรวจสอบการลอกเลียนงานวรรณกรรมแล้ว ไม่เกินร้อยละ 25
2. บทความที่ตีพิมพ์ในวารสารนี้เป็นข้อคิดเห็น ข้อค้นพบของผู้เขียนบทความ โดยผู้เขียนบทความต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลทางกฎหมายใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากบทความนั้น ๆ
3. บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิจัยและประเมินผลอุบลราชธานี ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิจัยและประเมินผลอุบลราชธานี หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากวารสารวิจัยและประเมินผลอุบลราชธานีก่อนเท่านั้น และจะต้องมีการอ้างอิงวารสารวิจัยและประเมินผลอุบลราชธานี ฉบับนั้น ๆ ด้วย