การปฏิบัติการฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำยาก โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโพธิ์กระสังข์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 54-61
บทคัดย่อ
การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการปฏิบัติการฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำยากโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ และเพื่อเปรียบเทียบผลของการปฏิบัติการฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำยากโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือของนักเรียนก่อนและหลังการปฏิบัติการ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโพธิ์กระสังข์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 ประชากรที่ศึกษาได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่กำลังเรียนภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2555 โรงเรียนบ้านโพธิ์กระสังข์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 จำนวน 33 คน และกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2555 โรงเรียนบ้านโพธิ์กระสังข์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 จำนวน 17 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ จำนวน 13 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนซึ่งเป็นแบบปรนัย จำนวน 30 ข้อ ซึ่งนำแบบทดสอบไปทดลองใช้ เพื่อหาคุณภาพของเครื่องมือกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 60 คน แล้วนำมาวิเคราะห์หาค่าความยากและค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบเป็นรายข้อตามวิธีของ Brennan ถ้าได้ค่าความยากระหว่าง .20 ถึง .80 และค่าอำนาจจำแนกของตัวถูกตั้งแต่ .20 ถึง 1.00 จะคัดเลือกไว้ใช้ (สมนึก ภัททิยธนี 2549 : 223) ซึ่งพบว่า ได้ข้อสอบที่เข้าเกณฑ์จำนวน 32 ข้อ จึงคัดเลือกข้อสอบที่มีค่าความยากและค่าอำนาจจำแนกที่เหมาะสม พร้อมทั้งตรวจสอบให้ครอบคลุมเนื้อไว้จำนวน 30 ข้อ ตามที่ต้องการซึ่งมีค่าความยากระหว่าง .43 ถึง .77 และค่าอำนาจจำแนก ระหว่าง .27 ถึง .77 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 แบบทดสอบย่อย แบบฝึกทักษะ แบบบันทึกการสังเกต แบบสัมภาษณ์ และแบบบันทึกประจำวัน สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบลำดับพิสัยวิลค็อกซอล
ผลการวิจัยพบว่า
- การศึกษาใช้กระบวนการวิจัยปฏิบัติการในการพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำยากโดยการจัด การเรียนรู้แบบร่วมมือ แบ่งคำยากออกเป็นวงจร 4 วงจรตามคือ แผนจัดการเรียนรู้ที่ 1–4 มาตราตัวสะกด วงจรที่ 2 แผนจัดการเรียนรู้ที่ 5–7 คำควบกล้ำวงจรที่ 3 แผนจัดการเรียนรู้ที่ 5–7 คำควบกล้ำ และวงจรที่ 4 แผนจัดการเรียนรู้ที่ 11–13 คำที่มาจากภาษาต่างประเทศ รวมทั้งสิ้น 13 ชั่วโมง โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือในการจัดกิจกรรมการเรียน ผู้วิจัยได้บันทึกผลการจัดกิจกรรมจากแบบบันทึกการสังเกต แบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบย่อยประจำวงจรที่ 1-4 และแบบบันทึกประจำวัน จากนั้นผู้วิจัยได้นำข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมมาวิเคราะห์เพื่อวิเคราะห์เพื่อหาข้อบกพร่องและปรับปรุงเพื่อใช้ในวงจรต่อไปให้มีประสิทธิภาพ เมื่อดำเนินการวิจัยแล้ว ให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ และรายงานผลในลักษณะบรรยาย การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ วิเคราะห์โดยใช้สถิติพื้นฐาน และสถิติ nonparametric และ ทดสอบลำดับพิสัยวิลค็อกซอล
- นักเรียนมีพฤติกรรมกระตือรือร้นในการเรียน มีความสามัคคีกัน กล้าแสดงความคิดเห็น มีการช่วยเหลือกันในการเรียนรู้ และสามารถทำงานได้สำเร็จ และครูที่มีบุคลิกภาพที่ดี เปิดโอกาสให้นักเรียนลงมือปฏิบัติงานด้วยตนเองและรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน ดูแลช่วยเหลือนักเรียนในระหว่างการเรียนคอยให้การเสริมแรงแก่นักเรียน ทำให้นักเรียนสามารถเข้าใจบทเรียนได้รวดเร็วขึ้น และการพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำยาก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พิจารณาเกณฑ์ที่ผ่านตามจุดประสงค์ในการปฏิบัติการไว้คือนักเรียนร้อยละ 80 ของนักเรียนทั้งหมด มีผลการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ตั้งแต่ร้อยละ 65 ขึ้นไป เมื่อปฏิบัติการครบทั้ง 4 วงจร และการทดสอบด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่า นักเรียนร้อยละ 100 สามารถทำคะแนนได้ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด นักเรียนสามารถทำคะแนนได้ทั้งหมดร้อยละ12 ของคะแนนทั้งหมด นักเรียนมีคะแนนมัธยฐานของการทดสอบหลังปฏิบัติการสูงกว่าก่อนปฏิบัติการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
เอกสารอ้างอิง
บุญชม ศรีสะอาด. การพัฒนาการสอน. กรุงเทพฯ: ชมรมเด็ก, 2541.
ประวิต เอราวรรณ์. การวิจัยปฏิบัติการ. กรุงเทพฯ: ดอกหญ้าวิชาการ, 2545.
ปิยะนุช ยืนสุข. การปฏิบัติการพัฒนาทักษะการเขียนคำสระลดรูป สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, 2552.
พรศรี ใจภพ. การปฏิบัติการเขียนสะกดคำที่มีการันต์ วิชาภาษาไทยของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโนนค้อ อำเภอบุณฑริก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 5. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, 2552.
ภาวิดา ลุงนาม. การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนคำโดยใช้กระบวนการวิจัยปฏิบัติการ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2554.
ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา. คำพ่อสอน : ประมวลพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทยและมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์, 2544.
ศึกษาธิการ, กระทรวง. ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. โรงพิมพ์สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา, 2551.
สนิดาภรณ์ ทิพยเจริญ. การปฏิบัติการรูปแบบวงจร แมคเคอร์แนน (Jame McKenan) เพื่อพัฒนาการอ่านและเขียนคำภาษาไทย สำหรับนักเรียนที่มีปัญญาในช่วงชั้นที่ 3 โรงเรียนเชียงใหม่ประชานุสรณ์ จังหวัดร้อยเอ็ด. วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2549.
สุนันทา สุนทรประเสริฐ. การสร้างสื่อการสอนและนวัตกรรมการเรียนรู้สู่การพัฒนาผู้เรียน. ราชบุรี : ธรรมรักษ์การพิมพ์, 2547.
สุวิมล ว่องวาณิช. การวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน. พิมพ์ครั้งที่ 9. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549.
เสนอ ภิรมจิตรผ่อง. เอกสารประกอบการสอนการพัฒนาแบบทดสอบ. อุบลราชธานี : สาขาวิชาวิจัยและประเมินผลการศึกษา คณะครุศาสตร์ สถาบันราชภัฏอุบลราชธานี, 2545.
ไสว นามเกตุ. การปฏิบัติการพัฒนาการการอ่านภาษาไทย เพื่อจับใจความโดยใช้แบบฝึกทักษะ
ชั้นประประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโปร่ง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, 2555.
อรัญญา สุธาสิโนบล. “การวิจัยปฏิบัติการเพื่อการเรียนการสอน,” วารสารวิชาการ 4, 6 (มิถุนายน 2544) : 66.
Slavin, E. R., N. A. Medden, and R. J. Stevens. “Cooperative Learning Models for the 3 R’S,” Educational Leadership. 47(December1989-January 1990) : 22-25.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
1. บทความที่ตีพิมพ์ในวารสารนี้ได้มีการตรวจสอบการลอกเลียนงานวรรณกรรมแล้ว ไม่เกินร้อยละ 25
2. บทความที่ตีพิมพ์ในวารสารนี้เป็นข้อคิดเห็น ข้อค้นพบของผู้เขียนบทความ โดยผู้เขียนบทความต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลทางกฎหมายใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากบทความนั้น ๆ
3. บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิจัยและประเมินผลอุบลราชธานี ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิจัยและประเมินผลอุบลราชธานี หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากวารสารวิจัยและประเมินผลอุบลราชธานีก่อนเท่านั้น และจะต้องมีการอ้างอิงวารสารวิจัยและประเมินผลอุบลราชธานี ฉบับนั้น ๆ ด้วย