การพัฒนารูปแบบการนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะครูปฐมวัย ในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เชิงรุก
คำสำคัญ:
สมรรถนะ , การจัดประสบการณ์การเรียนรู้เชิงรุก , ครูปฐมวัยบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการของครูปฐมวัยในการจัดประสบการณ์ การเรียนรู้เชิงรุก 2) พัฒนารูปแบบการนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะของครูปฐมวัยในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เชิงรุก 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะของครูปฐมวัยในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เชิงรุก และ 4) ศึกษาผลกระทบจากการใช้รูปแบบการนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะของครูปฐมวัยในการจัดประสบการณ์
การเรียนรู้เชิงรุก กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้บริหาร ครูปฐมวัยและเด็กปฐมวัย จำนวน 389 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามความคิดเห็น รูปแบบการนิเทศ แบบทดสอบความรู้ความเข้าใจ แบบประเมินทักษะในการจัดประสบการณ์และแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบว่า
- ผลการวิเคราะห์สภาพปัจจุบันและความต้องการในการจัดประสบการณ์ของครูปฐมวัย พบว่าสภาพปัจจุบัน โดยรวมมีระดับการปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 3.28 และความต้องการอยู่ในระดับมากมีค่าเฉลี่ย 3.58
- ผลการพัฒนารูปแบบการนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะของครูปฐมวัยในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เชิงรุกประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ จุดหมาย เนื้อหา กระบวนการพัฒนาครูปฐมวัย และการวัดผลประเมินผล
- ผลการใช้รูปแบบการนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะในการจัดประสบการณ์ของครูปฐมวัย ด้านความรู้ความเข้าใจหลังการจัดประสบการณ์ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ เท่ากับ 44.37 คิดเป็นร้อยละ 88.74 สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้คือ
ร้อยละ 80 ด้านทักษะการจัดประสบการณ์ของครูปฐมวัย พบว่าหลังการจัดประสบการณ์ โดยภาพรวมทุกรายการอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ย 4.69 - ผลการประเมินผลกระทบจากการใช้รูปแบบการนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เชิงรุก พบว่า ผลการประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัยทุกด้านมีเฉลี่ยร้อยละ 91.38 ผลการประเมินความพึงพอใจ
ที่มีต่อรูปแบบการจัดประสบการณ์ของครูปฐมวัย อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.57 ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบ โดยภาพรวม ด้านความเหมาะสมและเป็นไปได้ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด
เอกสารอ้างอิง
เกษศิรินทร์ ศรีสัมฤทธิ์. (2556). รูปแบบการพัฒนาวิชาชีพเพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพครูด้านการจัดประสบการณ์
ที่ส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย. (วิทยานิพนธ์ปรัชญา
ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน) มหาวิทยาลัยศิลปากร, นครปฐม.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. (2543). ระบบการประกันคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาแหงชาติ. กรุงเทพฯ:พิมพดี.
นันทิกา วารินิน. (2557). รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครูสำหรับโรงเรียน สังกัดสำนักงาน
เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2. วารสารวิชาการ Veridian E-Journal, 7(2), 1-13.
ปนัสยา รัตนพันธ์. (2560). การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้สำหรับครูปฐมวัยโดยใช้แนวคิดชุมชนการเรียนรู้
ทางวิชาชีพของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (วิทยานิพนธ์การศึกษา
ดุษฎีบัณฑิต สาขาบริหารและพัฒนาการศึกษา) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, มหาสารคาม.
พีรพงษ์ ดวงแก้ว. (2546). นิทรรศการความหลากหลายทางชีวภาพ. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศิลปากร.
สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์
ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2561). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560.สำหรับเด็ก
อายุ 3-6 ปี. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2565). แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13
(พ.ศ. 2566—2570). กรุงเทพฯ: สำนักนายกรัฐมนตรี.
สมบูรณ์ ศิริสรรหิรัญ. (2553). สัมมนาทฤษฎีองค์กรและการจัดการ. นครปฐม: มหาวิทยาลัยมหิดล.
อรุณรุ่ง โยธสิงห์. (2559). การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมตามแนวคิดการเรียนรู้แบบผสมผสานเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะ
การประเมินที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครูผู้สอนระดับปฐมวัย. (วิทยานิพนธ์ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต
สาขาวิชาวิจัยหลักสูตรและการสอน) มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร, สกลนคร.
อนุศรา อุดทะ. (2562). รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะครูปฐมวัยสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. (วิทยานิพนธ์
ศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน) มหาวิทยาลัยนเรศวร, พิษณุโลก.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2024 วิจัยและประเมินผลอุบลราชธานี

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
1. บทความที่ตีพิมพ์ในวารสารนี้ได้มีการตรวจสอบการลอกเลียนงานวรรณกรรมแล้ว ไม่เกินร้อยละ 25
2. บทความที่ตีพิมพ์ในวารสารนี้เป็นข้อคิดเห็น ข้อค้นพบของผู้เขียนบทความ โดยผู้เขียนบทความต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลทางกฎหมายใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากบทความนั้น ๆ
3. บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิจัยและประเมินผลอุบลราชธานี ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิจัยและประเมินผลอุบลราชธานี หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากวารสารวิจัยและประเมินผลอุบลราชธานีก่อนเท่านั้น และจะต้องมีการอ้างอิงวารสารวิจัยและประเมินผลอุบลราชธานี ฉบับนั้น ๆ ด้วย