รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสมรรถนะการปฏิบัติงานของนักวิเคราะห์นโยบายและแผน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ สมรรถนะการปฏิบัติงาน นักวิเคราะห์นโยบายและแผน

ผู้แต่ง

  • วรนุช ศรีพุทธิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
  • มาลีรัตน์ ขจิตเนติธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
  • จำลอง วงษ์ประเสริฐ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

บทคัดย่อ

            การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสมรรถนะการปฏิบัติงานของนักวิเคราะห์นโยบายและแผนที่ปฏิบัติงานในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2) ตรวจสอบความสอดคล้องของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสมรรถนะการปฏิบัติงานของนักวิเคราะห์นโยบายและแผนที่ปฏิบัติงานในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และ 3) ศึกษาอิทธิพลทางตรง อิทธิพลทางอ้อม และอิทธิพลรวมของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสมรรถนะการปฏิบัติงานของนักวิเคราะห์นโยบายและแผนที่ปฏิบัติงานในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนที่ปฏิบัติงานในกลุ่มงานนโยบายและแผน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวนตัวอย่าง 270 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบสอบถามมีลักษณะมาตรประเมินค่า 5 ระดับ 1 ฉบับ มีค่าความความเชื่อมั่นเท่ากับ .982 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ 1) สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่และร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย 2) สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ ค่าสถิติไค-สแคว์สัมพัทธ์ ค่าดัชนีวัดความกลมกลืนเปรียบเทียบ ดัชนีค่ารากของค่าเฉลี่ยกำลังสองของส่วนเหลือมาตรฐาน ดัชนีความคลาดเคลื่อนในการประมาณค่าพารามิเตอร์ วิเคราะห์สมการโครงสร้าง

ผลการวิจัยพบว่า

  1. ผลการพัฒนารูปแบบความสัมพันธ์ของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสมรรถนะการปฏิบัติงานของนักวิเคราะห์นโยบายและแผน ที่ปฏิบัติงานในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีตัวแปร
    ที่ศึกษา ประกอบด้วยตัวแปรแฝง จำนวน 3 ตัวแปร และตัวแปรสังเกตได้จำนวน 13 ตัวแปร พบว่าผลการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรสังเกตได้ จำนวน 13 ตัวแปร ได้ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรรวม จำนวน 78 คู่ พบว่า เมทริกซ์สหสัมพันธ์ของตัวแปรสังเกตได้ มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ตั้งแต่ .380 ถึง .863 มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จำนวนทั้งหมด 78 คู่ และตัวแปรทุกคู่มีความสัมพันธ์กันทางบวก โดยตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กันในระดับ
    สูงมาก มีจำนวน 19 ตัว โดยด้านการดำเนินการเชิงรุก และการมองภาพองค์รวม มีความสัมพันธ์กันสูงสุด และตัวแปร
    ที่มีความสัมพันธ์กันในระดับสูง มีจำนวน 49 ตัว ส่วนตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กันในระดับปานกลาง จำนวน 10 ตัว และตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กันในระดับต่ำสุด คือ ด้านค่าตอบแทนและสวัสดิการ และด้านประสบการณ์ในการทำงาน
  2. ผลการตรวจสอบความสอดคล้องของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสมรรถนะการปฏิบัติงานของนักวิเคราะห์นโยบายและแผนที่ปฏิบัติงานในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น มีค่าสถิติไค-สแคว์สัมพัทธ์ เท่ากับ 1.9290 ค่าดัชนีวัดความกลมกลืนเปรียบเทียบ เท่ากับ 0.974 ดัชนีความคลาดเคลื่อนในการประมาณค่าพารามิเตอร์ เท่ากับ 0.049 ดัชนีค่ารากของค่าเฉลี่ยกำลังสองของส่วนเหลือมาตรฐาน เท่ากับ 0.043 สรุปได้ว่า โมเดลสมมติฐานมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์
  3. ผลการศึกษาอิทธิพลทางตรง อิทธิพลทางอ้อม และอิทธิพลรวม ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น มีค่าสัมประสิทธิ์อิทธิพลสูงสุดคือ อิทธิพลรวมจากปัจจัยจูงใจต่อสมรรถนะการปฏิบัติงานของนักวิเคราะห์นโยบายและแผน มีค่าเท่ากับ 0.891 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 รองลงมาคืออิทธิพลรวมจากปัจจัยค้ำจุน มีค่าเท่ากับ 0.659 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และต่ำสุดคือ อิทธิพลรวมจากปัจจัยส่วนบุคคล มีค่าเท่ากับ 0.363อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

เอกสารอ้างอิง

กรุณา โถชารี. รูปแบบความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงเส้นของปัจจัยที่ส่งผลต่อสมรรถนะครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาการบริหารและพัฒนาการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร, 2560.

ข้าราชการพลเรือน, สำนักงาน. มาตรฐานกำหนดตำแหน่งสายงานวิเคราะห์นโยบายและแผน.กรุงเทพฯ: สำนักงาน ก.พ., 2527.

ดุสิต ศรไชย. โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิจัยและประเมินผลการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, 2559.

ปนัดดา หัสปราบ. รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่ส่งผลต่อสมรรถนะการปฏิบัติงานของครูการศึกษาพิเศษ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ. ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิจัยการศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2559.

ภคิน ไชยช่วย. รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการจัดการความรู้ด้านการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ของบุคลากรและนักศึกษาเครือข่ายสถาบันวิชาการสาธารณสุขและเทคโนโลยีทางการแพทย์. วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิจัยและประเมินผลการศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, 2557.

ยุทธศาสตร์ชาติ. ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2561-2580. กรุงเทพฯ: 2561.

สุนทรพจน์ ดำรงพานิช. โปรแกรม Mplus กับการวิเคราะห์ข้อมูลทางพฤติกรรมและสังคมศาสตร์. มหาสารคาม: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2555.

อนุสรณ์ อาจสาลี. การสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กับผลการปฏิบัติงานโดยวิธีวิเคราะห์อภิมาน. วิทยานิพนธ์ครุศาตรมหาบัณฑิต สาขาวิจัยและประเมินผลการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, 2551.

อุบล วุฒิพรโสภณ. เอกสารประกอบการสอนวิชาทฤษฎีและพฤติกรรมองค์การ. (ออนไลน์)2559 (อ้างเมื่อ 16 ตุลาคม 2565).จาก https://rk.mcu.ac.th/rbAcademic/ show_detail_research.php?id=38.

Spencer,LM. and Spencer,SM. Competence at Work : Models for Superior Performance. Retrieved December 11, 2005, from www.joe.org/joe/1999december/iw4.html.,1993

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2024-12-17

รูปแบบการอ้างอิง

ศรีพุทธิบาล ว. ., ขจิตเนติธรรม ม., & วงษ์ประเสริฐ จ. . (2024). รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสมรรถนะการปฏิบัติงานของนักวิเคราะห์นโยบายและแผน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ สมรรถนะการปฏิบัติงาน นักวิเคราะห์นโยบายและแผน. วิจัยและประเมินผลอุบลราชธานี, 13(2), 73–84. สืบค้น จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ubonreseva/article/view/270482