จากนโยบายสู่การปฏิบัติ : กรณีศึกษาการส่งออกยาสีฟันสมุนไพรไทยทิพย์เข้าสู่ตลาดประเทศไนจีเรีย

Main Article Content

ถนัญรัชฏ์ แสนสุข

บทคัดย่อ

บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษากระบวนการของการนำนโยบายไปปฏิบัติ (2) เพื่อศึกษาและรวบรวมปัจจัยที่เป็นผลกระทบต่อความสำเร็จและความล้มเหลวในการนำนโยบายไปปฏิบัติ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการประยุกต์ใช้ทฤษฎีการนำนโยบายสาธารณะไปปฏิบัติ และตัวแบบกระบวนการนำนโยบายไปปฏิบัติของ อเล็กซานเดอร์  คือ ตัวแบบ Program-Implementation Process : PPIP Model ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน และ 3 ปัจจัยเชื่อมโยง ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 สิ่งกระตุ้น ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนานโยบาย ขั้นตอนที่ 3 การออกแบบแผนงาน ขั้นตอนที่ 4 การปฏิบัติ ส่วนปัจจัยเชื่อมโยง ประกอบด้วย สภาพแวดล้อมการกำหนดนโยบาย การกำหนดแผนงาน และสภาพแวดล้อมของการนำนโยบายไปปฏิบัติ


            ข้อค้นพบ พบว่าเป็นปัจจัยสภาพแวดล้อม ด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง กฎหมาย และเทคโนโลยี ที่เกิดจากการกำหนดนโยบายของภาครัฐไทยและไนจีเรีย คือ 1. ภาครัฐไทย ได้แก่ (1) การกำหนดมาตรฐานส่วนผสมยาสีฟันสมุนไพรไทยเพื่อการส่งออก (2) มิติเวลาการขึ้นทะเบียนสินค้า (3) มิติเวลาในการทดสอบส่วนผสมยาสีฟันสมุนไพรไทยในห้องทดลองก่อนอนุญาตเป็นสินค้าส่งออก (4) การกำหนดมาตรฐานของโรงงานผลิตยาสีฟัน (5) การคัดค้านของชาวไนจีเรียที่มีต่อนโยบายของภาครัฐไทย (6) ความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ 2. ภาครัฐไนจีเรีย ได้แก่ (1) การกำหนดส่วนผสมยาสีฟันสมุนไพร (2) มาตรการเงื่อนไขการโฆษณาสินค้า (3) การแทรกแซงจากภาครัฐ (4) การต่อต้านการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ (5) การสนับสนุนสินเชื่อตามนโยบายรัฐบาลไนจีเรีย (6) มาตรการกฎระเบียบและมิติเวลาการขึ้นทะเบียนสินค้า (7) เทคโนโลยีในการทดสอบผลิตภัณฑ์ 3. ปัจจัยที่มีผลต่อความล้มเหลวในการส่งออก พบว่า (1) มาตรการกำหนดส่วนผสมของยาสีฟันสมุนไพรระหว่างไนจีเรียกับไทยไม่สอดคล้องกัน (2) การขึ้นทะเบียนยาสีฟันของไนจีเรียใช้เวลานานยุ่งยาก มีหลายขั้นตอนหลายระดับ (3) ใช้งบประมาณมากเพื่อการขึ้นทะเบียนสินค้ากับ NAFDAC และการเป็นตัวแทนนำเข้าสินค้า (4) ไม่สามารถใช้คำว่ายาสีฟันสมุนไพรในการโฆษณาเพื่อจำหน่ายในประเทศไนจีเรียได้   (5) ตัวแทนจำหน่ายในไนจีเรียไม่ได้รับสินเชื่อจากสถาบันการเงิน

Article Details

ประเภทบทความ
บทความวิจัย