การศึกษา การจัดการความรู้เพื่อการรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมมอญ กรณีศึกษา : ประเพณีรำพาข้าวสาร ชุมชนเจดีย์ดีทอง อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี การศึกษา การจัดการความรู้เพื่อการรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมมอญ กรณีศึกษา : ประเพณีรำพาข้าวสาร ชุมชนเจดีย์ดีทอง อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทคัดย่อ
จากการวิจัยเรื่องการศึกษา การจัดการความรู้เพื่อการรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมมอญ กรณีศึกษา : ประเพณีรำพาข้าวสาร ชุมชนเจดีย์ทอง อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี มีวัตถุประสงค์
เพื่อศึกษาศึกษาการจัดการความรู้ภายในชุมชนเจดีย์ทอง อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ในการอนุรักษ์และสืบสานประเพณีรำพาข้าวสาร ด้านวัตถุประสงค์คือเพื่อศึกษาอัตลักษณ์และแนวทางในการธำรงของประเพณีรำพาข้าวสาร ของคนไทยเชื่อสายมอญในจังหวัดปทุมธานีประชากรกลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ ผู้นําชุมชน ปราชญ์ชุมชน โดยใช้ระเบียบ วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ข้อมูลผู้วิจัย ใช้ศึกษาแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของชนชาติมอญ และข้อมูลภาคสนามจากการสัมภาษณ์สำหรับการนําเสนอผลการวิจัยใช้วิธีพรรณนาวิเคราะห์
ผลการวิจัยพบว่า
1.ผู้วิจัยพบว่าภายในชุมชนเจดีย์ทอง อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี คนภายในชุมชนก็มีการนำกระบวนการจัดการความรู้ในบางส่วนหรือบางหัวข้อบางประเด็นนำมาใช้ในจัดการความรู้ให้กับเยาวชนหรือคนภายในชุมชน เช่น การบ่งชี้ความรู้ หรือ การระบุประเด็นความรู้ รูปแบบ และผู้รู้ที่สอดรับกับนโยบายขอบเขตและเป้าหมายของชุมชนในการอนุรักษ์และสืบสานประเพณีรำพาข้าวสาร โดยผู้วิจัยพบว่าหน่วยงานและชุมชนมีการบงชี้ความรู้ผ่านการจัดกิจกรรมประเพณีรำพา ข้าวสารให้กับประชาชนภายในชุมชน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการอนุรักษ์และรักษาวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ และเกิดความสมัครสมานสามัคคีภายในชุมชนในหัวข้อที่ 7การเรียนรู้ (Learning) คือการการแบ่งปันความรู้และการเรียนรู้โดยในส่วนนี้ของชุมชนมีการจัดการเรียนการสอนผ่านปราชญ์ชาวบ้านสู่ชุมชนและผ่านหน่วยงานที่เป็นสถาบันทางกาศึกษา เช่น โรงเรียนชุมชนวัดเจดีย์ทอง โรงเรียนชัยสิทธาวาส “พัฒน์สายบำรุง” มหาวิทยาลัยปทุมธานีและมหาวิทยาลัยราชภัฎวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์
2.การอนุรักษ์ทางวัฒนธรรมชาวมอญ ชุมชนเจดีย์ทอง ตำบลกระแชง อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานีเป็นชุมชนมอญที่มีลักษณะเหมาะสมกับการท่องเที่ยวโดยชุมชน สภาพโดยทั่วไปมี วิถีชีวิตของชุมชนดั้งเดิมที่สืบสานวิถีชีวิตมาจากบรรพบุรุษ มีการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีวิถีชีวิตโบราณสถาน โบราณวัตถุในสภาพสังคมปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้สภาพแวดล้อมและการประกอบอาชีพของคนภายในชุมชนมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ลิขสิทธิ์บทความวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ห้ามนำข้อความทั้งหมดหรือบางส่วนไปพิมพ์ซ้ำ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยเป็นลายลักษณ์อักษร
ความรับผิดชอบ เนื้อหาต้นฉบับที่ปรากฏในวารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์บทความหรือผู้เขียนเอง ทั้งนี้ไม่รวมความผิดพลาดอันเกิดจากเทคนิคการพิมพ์
เอกสารอ้างอิง
กชพร ตราโมท. (2541). มอญรำ (ปัวฮะเปิ้น): ศิลปะคุณภาพของมอญ. จุลสารไทยคดีศึกษา.
กรุงเทพฯ: สถาบันไทคดีศึกษา.
คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มธ. (2555). การจัดการความรู้ในองค์กร. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://203.131.210.100/km/?page_id=7 . (2564, มิถุนายน 22).
ชัยสิทธิ์ ด่านกิตติกุล. (2559). แนวทางการจัดการภูมิทัศน์วัฒนธรรม กรณีศึกษา: ชุมชนมอญสังขละบุรี
จังหวัดกาญจนบุรี. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศิลปากร.
ดุสิตธร งามยิ่ง. (2559). รำมอญ: ประเพณีทรงคุณค่าจังหวัดปทุมธานี. วารสารวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์.
(2): 57-66.
พัลลภ สุริยกุล ณ อยุธยา . (2542). เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและการเปลี่ยนแปลงทาง วัฒนธรรม
ของชาวมอญ : ศึกษากรณีหมู่บ้านเจดีย์ทอง ตำบลคลองควาย อำเภอสามโคกจังหวัด ปทุมธานี. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ณัฐประวีณ ศรีทรัพย์ . (2537). การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมและการธำรง เอกลักษณ์
ทางวัฒนธรรมของชาวมอญ.กรุงเทพมหานคร: ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
สราวุฒิ พันธุชงค์. (2562). แนวทางการจัดการความรู้ที่ได้มาตรฐานระดับสากล. (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก :
https://www.nstda.or.th/home/knowledge (2564, มิถุนายน 24).
สิทธิโชค วิบูลย์. (2554). การศึกษาการอนุรักษ์ทางวัฒนธรรมชาวมอญเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชน กรณีศึกษา: ชุมชนศาลาแดงเหนือ จังหวดปทุมธานี. วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์
ในพระบรมราชูปถัมภ์.
Dankittikul C. (2016). Cultural Landscape Management: A Case Study of Mon's Community
in Sangkhlaburi, Kanchanaburi. Bangkok: Silpakorn University. [in Thai]
Faculty of Journalism and Mass Communication, TU. (2012). Knowledge Management
in Organizations. [Online], Available: http://203.131.210.100/km/?page_id=7.
(2021, June 22). [in Thai]
Ngamying D. (2016). Mon Dance: The Value of Pathum Thani Province’s Tradition.
Valaya Alongkorn Review. 6 (2): 57-66. [in Thai]
Phantuchong S. (2019). Guidelines for Knowledge Management: International Standards. [Online], Available: https://www.nstda.or.th/home/knowledge (2021, June 24). [in Thai]
Srisap N. (1994). Socio-Cultural change and ethnic identity of the Mons. Bangkok: Thai National Research Repository. [in Thai]
Suriyakul Na Ayutthaya P. (1999). Ethnic Identity and Cultural Change of Mons: A Case Study of Jedetong Village, Tambol Klong Kwai, Amphoe Samkok, Pathum Thani Province. Bangkok: Chulalongkorn University. [in Thai]
Tramod K. (1998). Mon Dance (Bua Hapen): Mon art quality. The Booklet of the Thai Khadi Research Institute. Bangkok: Thai Khadi Research Institute. [in Thai]
Wiboon S. (2011). The Study of Mon’s Cultural Conservation to Develop Community Tourism:
A Case Study of North Saladaeng Community, Phathum Thani Province. VRU Research and Development Journal Science and Technology. 5(1): 143-154. [in Thai]