ปัจจัยที่สัมพันธ์กับบทบาท ปัญหาและอุปสรรคของนักสังคมสงเคราะห์ในการขับเคลื่อนโครงการครอบครัวเข้มแข็งในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนที่มีสถานแรกรับทั่วประเทศ
Main Article Content
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาท ปัญหา และอุปสรรคของนักสังคมสงเคราะห์ในการขับเคลื่อนโครงการครอบครัวเข้มแข็งในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนที่มีสถานแรกรับทั่วประเทศ รวมถึงศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับมิติเหล่านี้ การวิจัยเชิงปริมาณนี้ใช้การเลือกกลุ่มตัวอย่าง
แบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยเก็บข้อมูลจากประชากรที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการ รวมทั้งสิ้น 205 คน ซึ่งประกอบด้วยนักสังคมสงเคราะห์ ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจากสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จำนวน 38 แห่ง 39 หน่วยงาน ซึ่งเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) ที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะสำหรับการวิจัยนี้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยสถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) เพื่อหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Mean and Standard Deviation) และสถิติเชิงอนุมานโดยใช้การทดสอบไคสแควร์ (Chi-square test) เพื่อทดสอบความสัมพันธ์ของปัจจัยส่วนบุคคล ผลการศึกษาพบว่า นักสังคมสงเคราะห์มีบทบาทมากที่สุดในการดำเนินโครงการครอบครัวเข้มแข็ง ซึ่งสะท้อนถึงการปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีบทบาทโดดเด่นในการการสร้างสัมพันธภาพ จัดบรรยากาศที่ปลอดภัยและการยอมรับ รวมถึงการกระตุ้นให้เกิดประสบการณ์เชิงบวกภายในกลุ่มครอบครัวของเด็กและเยาวชนที่กระทำผิด อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวยังต้องเผชิญกับปัญหาและอุปสรรค ในด้านความซับซ้อนที่เกิดจากความหลากหลายทางวัฒนธรรมของกลุ่มครอบครัวของเด็กและเยาวชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม การจัดการด้านการสื่อสารและการสร้างความเข้าใจกับผู้รับบริการ ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลของนักสังคมสงเคราะห์กับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ พบว่าปัจจัยส่วนบุคคลด้านอายุ ระยะเวลาการปฏิบัติงาน และการเข้ารับการอบรมหลักสูตรครอบครัวเข้มแข็ง มีความสัมพันธ์กับบทบาทและปัญหาอุปสรรค ข้อเสนอแนะจากการวิจัยนี้จึงเน้นการพัฒนาทักษะเฉพาะทาง การจัดสรรทรัพยากรที่เพียงพอ และการกำหนดนโยบายสนับสนุนจากกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและความยั่งยืนของโครงการ
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ลิขสิทธิ์บทความวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ห้ามนำข้อความทั้งหมดหรือบางส่วนไปพิมพ์ซ้ำ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยเป็นลายลักษณ์อักษร
ความรับผิดชอบ เนื้อหาต้นฉบับที่ปรากฏในวารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์บทความหรือผู้เขียนเอง ทั้งนี้ไม่รวมความผิดพลาดอันเกิดจากเทคนิคการพิมพ์
เอกสารอ้างอิง
ภาษาไทย
กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน. (2567). คู่มือหลักสูตรครอบครัวบำบัดสำหรับนักสังคมสงเคราะห์ ผู้ปฏิบัติงานในกระบวนการยุติธรรม. กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน.
กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม. (2566). แนวทางการดำเนินกิจกรรมครอบครัวเข้มแข็ง ภายใต้โครงการครอบครัวเข้มแข็ง (Strengthening Family) ประจำปีงบประมาณ 2566. กระทรวง ยุติธรรม.
กรมสุขภาพจิต. (2562). แนวทางการส่งเสริมสุขภาพจิตในครอบครัว. กรมสุขภาพจิต.
สดใส คุ้มทรัพย์อนันต์. (2561). กลุ่มครอบครัวบำบัดแนวแซทเทียร์ (Family Group Therapy). สำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
สภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์. (2559). จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพสังคมสงเคราะห์. สมาคมนักสังคมสงเคราะห์แห่ง ประเทศไทย.
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2567). ข้อมูลสถิติคดีเด็กและเยาวชนจำแนกราย ไตรมาส ปีงบประมาณ 2567. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ.
สุภัทรา แช่มทอง. (2559). ปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติงานของนักสังคมสงเคราะห์ในสถานสงเคราะห์เด็กและ เยาวชน [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยรามคำแหง].
อธิวัฒน์ ลิ้มประเสริฐ. (2565). การพัฒนาศักยภาพครอบครัวของเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม [วิทยานิพนธ์ ปริญญามหาบัณฑิต ไม่ได้ตีพิมพ์]. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
ภาษาอังกฤษ
Center for the Study of Social Policy. (2019). The strengthening families. https://cssp.org/our- work/project/strengthening-families/
Corey, M. S., & Corey, G. (2017). Groups: Process and practice (10th ed.). Cengage Learning.
Walsh, F. (2003). Family resilience: A framework for clinical practice. Family Process, 42 (1), 1–18.