พินัยกรรมชีวิต: หนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุข กับปัญหาในการบังคับใช้ตามกฎหมายไทย

Main Article Content

อุดมศักดิ์ จิรกาลกุลเกษม

บทคัดย่อ

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักการพื้นฐานและสภาพบังคับใช้ของหนังสือแสดงเจตนา
ไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุข (Living Will) ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์ปัญหาในทางปฏิบัติ และเปรียบเทียบกับพระราชบัญญัติการตัดสินใจด้วยตนเองของผู้ป่วย (Patient Self-Determination Act: PSDA) ค.ศ. 1990 ของประเทศสหรัฐอเมริกา


               ผลการศึกษาพบว่า แม้กฎหมายไทยจะมีเจตนารมณ์เปลี่ยนผ่านจากหลักอำนาจตัดสินใจโดยแพทย์ (Paternalism) สู่หลักการตัดสินใจด้วยตนเอง (Self-determination) เพื่อคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
แต่ในทางปฏิบัติยังเผชิญปัญหาทางกฎหมาย (Legal Challenges) หลายประการ ได้แก่ ความไม่ชัดเจนของนิยาม "วาระสุดท้าย" ที่อาจนำไปสู่การรักษาแบบป้องกันตัว (Defensive Medicine) ปัญหาความขัดแย้งระหว่างเจตนาผู้ป่วยกับญาติ และข้อจำกัดด้านการเข้าถึงเอกสารในภาวะฉุกเฉิน และเมื่อศึกษาเปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกา พบความแตกต่างเชิงโครงสร้างที่สำคัญ กล่าวคือ กฎหมายสหรัฐอเมริกา ใช้มาตรการเชิงรุก โดยกำหนด "หน้าที่" ให้สถานพยาบาลต้องสอบถามและบันทึกข้อมูลลงเวชระเบียน มีระบบผู้แทนตัดสินใจทางสุขภาพ (Health Care Proxy) และมีสภาพบังคับผ่านงบประมาณ ในขณะที่กฎหมายไทยมีลักษณะตั้งรับ ขาดฐานข้อมูลเชื่อมโยง และไม่มีบทลงโทษสำหรับสถานพยาบาลที่ไม่รองรับระบบ


            บทความนี้จึงเสนอแนะแนวทางแก้ไข 4 ประการ เพื่อให้สิทธิในการตายอย่างมีศักดิ์ศรี เกิดขึ้นจริง
คือ  การกำหนดมาตรฐานกลางในการปฏิบัติ ที่มีสภาพบังคับชัดเจน การพัฒนาระบบฐานข้อมูลหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขแห่งชาติที่แพทย์เข้าถึงได้ทันที การบัญญัติกฎหมายกำหนดหน้าที่ให้หน่วยงานรัฐต้องสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน และ สุดท้าย การสร้างความตระหนักรู้ร่วมกันของสังคม เพื่อลดช่องว่างระหว่างเจตนารมณ์ของกฎหมายกับการปฏิบัติจริง

Article Details

ประเภทบทความ
บทความวิชาการ

เอกสารอ้างอิง

กฎกระทรวง. (2553). กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการ

สาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย.

ณัฐชา ตรีวัชรีกร. (2558). ความรู้และทัศนคติต่อการแสดงเจตนาล่วงหน้าในวาระสุดท้ายของบุคลากรทาง

การแพทย์ในหน่วยบริการปฐมภูมิ. วารสารระบบบริการปฐมภูมิและเวชศาสตร์ครอบครัว, 8(4).

นภัส คำนวณ. (2558). ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่และจริยธรรมของแพทย์ [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต ไม่ได้ตีพิมพ์]. มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์.

พรเลิศ ฉัตรแก้ว. (2552). Advance care planning and living will. วารสารเวชบำบัดวิกฤต, 17(3), 10–17.

พิชรา บุสษา. (2558). ความรู้และทัศนคติของแพทย์และพยาบาลเกี่ยวกับการทำหนังสือแสดงเจตนาไว้ล่วงหน้า

สำหรับการดูแลในวาระสุดท้ายของชีวิต [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต ไม่ได้ตีพิมพ์].

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

วราทิพย์ ทองเดช และคณะ. (2563). วิสัญญีกับการุณยฆาต: ความเหมือนที่แตกต่าง. วิสัญญีสาร, 46(3), 181–

แสวง บุญเฉลิมวิภาค. (2554). แพทยสภากับการออกแนวปฏิบัติที่สร้างความสับสนแก่บุคลากรทางการแพทย์.

Thai Living Will Network.

Etchells, E., Sharpe, G., Walsh, P., Williams, J. R., & Singer, P. A. (1996). Bioethics for

clinicians: 1. Consent. CMAJ, 155(2), 177–180.

Gómez-Vírseda, C., de Maeseneer, Y., & Gastmans, C. (2020). Relational autonomy in

end-of-life care ethics: A contextualized approach to real-life complexities.

BMC Medical Ethics, 21(1), Article 50. https://doi.org/10.1186/s12910-020-

-1

Kirschner, K. L. (2005). When written advance directives are not enough. Clinics in

Geriatric Medicine, 21(1), 193–209. https://doi.org/10.1016/j.cger.2004.08.006

Patient Self-Determination Act, 42 U.S.C. § 1395cc(f), 42 U.S.C. § 1396a(w) (1990).

Patient Self-Determination Act, 42 U.S.C. § 1395cc(f)(1)(E), 42 U.S.C. § 1396a(w)(1)(E)

(1990).

Rechenmacher, M. (2025). Care in palliative care: A challenging concept with

normative issues. Journal of Medical Ethics. Advance online publication.

https://doi.org/10.1136/jme-2024-110247

Tulloch, K., Acordi Steffen, J., & Rosenberg, J. P. (2026). Patients’ perceptions of

autonomy in palliative care: Two patient interview exemplars. Palliative Care

and Social Practice, 20, 26323524251409848.

https://doi.org/10.1177/26323524251409848