การศึกษาสภาพความต้องการจำเป็นของแนวทางการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีของสถานศึกษาภาครัฐ สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร
Main Article Content
บทคัดย่อ
ก
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีของสถานศึกษาภาครัฐ 2) เปรียบเทียบการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา 3) ศึกษาแนวทางการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีของสถานศึกษาภาครัฐ สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน จำนวน 285 คน ได้มาจากตารางของเครซี่ และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม โดยมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ.96 และแบบสัมภาษณ์ชนิดกึ่งมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการศึกษาพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของแนวทางการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีของสถานศึกษาภาครัฐ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และสภาพที่พึงประสงค์ของแนวทางการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีของสถานศึกษาภาครัฐ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) การเปรียบเทียบการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ3) แนวทางการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ควรเริ่มจากการเสริมสร้างความพร้อมของสถานศึกษา ทั้งด้านงบประมาณและอุปกรณ์การเรียนที่ทันสมัย ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์และแนะแนวที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเข้าใจและแรงจูงใจแก่ผู้เรียนและผู้ปกครอง อีกทั้งต้องมีการวางแผนร่วมกับสถานประกอบการอย่างชัดเจน ทั้งในด้านหลักสูตร สมรรถนะ ระยะเวลาฝึกงาน และการประเมินผล พร้อมทั้งจัดให้มีการสรุปผลการดำเนินงานเป็นรอบ ๆ เพื่อใช้ในการพัฒนาต่อเนื่อง นอกจากนี้ควรมีระบบการแสดงความประสงค์เปิดหลักสูตรที่โปร่งใส และออกแบบการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน โดยบูรณาการความร่วมมือกับภาครัฐและสถานประกอบการที่มีศักยภาพ
คำสำคัญ: อาชีวศึกษาระบบทวิภาคี, แนวทางการจัดการ, สถานศึกษาภาครัฐ
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). แผนพัฒนาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 – 2564). กรุงเทพฯ: สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ.
บุญชม ศรีสะอาด. (2553). การวิจัยเบื้องต้น. กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น.
เบญจวรรณ ศรีคำนวล. (2560). ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ของสถานศึกษา ในจังหวัดลำปาง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา. Veridian E-Journal, Silpakorn University, 10 (2), 2535-2548.
ประภาพรรณ ปรีวรรณ. (2559). รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุขององค์ประกอบที่ส่งผลต่อการพัฒนาการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี. วารสารวิจัยและพัฒนาวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, 10(3), 327-338.
ประภาส เกตุไทย. (2556). การพัฒนากลยุทธ์การบริหารการจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีในวิทยาลัยเทคนิคกลุ่มภาคเหนือตอนล่าง. ดุษฎีนิพนธปรัชญาดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏกําแพงเพชร.
พระดาวเหนือ บุตรสีทา. (2557). การสร้างเครือข่ายและการจัดการเครือข่ายในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของชุมชนบ้านพบธรรมนำสุข อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์.
พระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา พ.ศ.2551. (5 มีนาคม 2551). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 125 ตอนที่ 43 ก. หน้าที่ 1-24.
ราชัญ เสนาช่วย. (2560). ปัญหาการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีประเภทช่างอุตสาหกรรมของสถาบันอาชีวศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาในเขตจังหวัดสกลนคร. วารสารบัณฑิตศึกษา, 14(65), 143 – 152.
ศูนย์อาชีวศึกษาทวิภาคี. (2557). แนวทางปฏิบัติการจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา.
สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา. (2562). หลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติการจัดการอาชีวศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง: การจัดการอาชีวศึกษา. กรุงเทพฯ: วิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี.
สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา. (2563). ประกาศคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เรื่อง มาตรฐานการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี พ.ศ. 2563. ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 137 ตอนพิเศษ 91 ง, 23 เมษายน 2563.
สำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ. (2554). การจัดการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพ. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา.
สุระชัย ลาพิมพ์. (2563). การพัฒนาแนวทางการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ของวิทยาลัยสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดอุดรธานี. วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ ฉบับออนไลน์, 8 (30), 137 – 147.
สุวิมล ว่องวาณิช. (2558). การวิจัยประเมินความต้องการจำเป็น. กรุงเทพฯ: พิมพ์ครั้งที่ 3 สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
Krejcie, R. V. & Morgan, D. W. (1970). Determining Sample Size for Research Activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), pp. 607-610.