การพัฒนารูปแบบการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้โดยอาศัยแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเองสำหรับนิสิตระดับปริญญาตรี

ผู้แต่ง

  • ทิพรัตน์ สิทธิวงศ์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร https://orcid.org/0000-0002-3297-4198
  • ทะเนศ วงศ์นาม คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

คำสำคัญ:

การพัฒนารูปแบบ, การจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้, แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์, การเรียนรู้ด้วยตนเอง

บทคัดย่อ

การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้โดยอาศัยแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ และ 3) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบฯ ประกอบด้วย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคิดเห็นของนิสิตที่มีต่อด้วยรูปแบบการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้โดยอาศัยแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเองสำหรับนิสิตระดับปริญญาตรี ดำเนินการวิจัยโดยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่าง คือ นิสิตระดับอุดมศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชากีฬาและการออกกำลังกาย โดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย จำนวนสถาบันละ 30 คน รวม 60 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ 1) แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 2) แบบสอบถามความคิดเห็น วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) แบบ Dependent ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการของรูปแบบ ประกอบด้วย เครื่องมือที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย เข้าใจเนื้อหา และสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนและผู้สอนได้อย่างสะดวก มีแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ เช่น Facebook, LINE และ YouTube การเรียนรู้แบบผสมผสานทั้งออนไลน์และออนไซต์ มีแบบฝึกหัดออนไลน์ 2) ผลการพัฒนารูปแบบ ประกอบด้วย 8 องค์ประกอบ การป้อนข้อมูล การสอบถาม/ค้นหา การเรียนรู้ออนไลน์ การเรียนรู้ด้วยตนเอง ผลลัพธ์/ผลผลิต แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์  ฐานข้อมูล แอปพลิเคชัน 3) ผลการใช้รูปแบบ ประกอบด้วย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนิสิตที่เรียนด้วยรูปแบบการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้โดยอาศัยแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และความคิดเห็นของนิสิตที่มีต่อการเรียนการสอนโดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก

เอกสารอ้างอิง

ห้องเรียนในอนาคต: The Future of Classroom – Student CAS Blog”, (2024). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก:

https://studentcas.com/blog/2024/08/22/ห้องเรียนในอนาคต-the-future-of-classroom/

L. S. Kenworthy, (1962). Guide to Social Studies Teaching in Secondary Schools. Belmont, CA, USA: Wadsworth.

พระปลัดเขตขันท์ คนงานดี และศักดิ์ดา งานหม่ัน, (2567). “การสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่สนับสนุนการพัฒนาผู้เรียน”, วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย, ปีที่ 6, ฉบับที่ 2, หน้า 471–472, มี.ค.–เม.ย.

สุรศักดิ์ ปาเฮ, (2560). กระบวนทัศน์เทคโนโลยีการศึกษาในยุคดิจิทัล. แพร่: แพร่ไทยอุตสาหการพิมพ์.

M. Prensky, (2001). “Digital natives, digital immigrants,” On the Horizon, vol. 9, no. 5, pp. 1–6.

พิมพ์ประภา พาลพ่าย, (2562). “การใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้แบบร่วมมือของนิสิตระดับปริญญาตรี”,วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี, ปีที่ 9, ฉบับที่ 3, หน้า 131–138.

S. Chootongchai and N. Songkram, (2018). “Design and development of SECI and Moodle online learning systems to enhance thinking and innovation skills for higher education learners”, International Journal of Emerging Technologies in Learning, vol. 13, no. 3, pp. 154–172.

ธนพรรณ ทรัพย์ธนาดล (2564). “การใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการจัดการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษา,”วารสารครุศาสตร์อุตสาหกรรม, ปีที่ 20, ฉบับที่ 1, หน้า 192–201.

P. Suwannatthachote and P. Tantrarungroj, (2020). “How university students use online social media to support their learning: A case study of Thailand”, Technology, Knowledge and Learning, vol. 25, pp. 851–876.

วิทยา วาโย, อภิรดี เจริญนุกูล, ฉัตรสุดา กานกายันต์, และจรรยา คนใหญ่, (2563). “การจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสาน: แนวคิดและแนวทางในการจัดการเรียนการสอน”, วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์, ปีที่ 12, ฉบับที่ 1, หน้า 286–303.

R. Boelens, B. De Wever, and M. Voet, (2018). “Four key challenges to the design of blended learning: A systematic literature review,” Educational Research Review, vol. 22, pp. 1–18.

ศศิธร เวียงวะลัย, (2565). “การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้เรียนในระดับอุดมศึกษา”, วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, ปีที่ 24, ฉบับที่ 3, หน้า 308–320.

N. Songkram, S. Chootongchai, J. Khlaisang, and P. Koraneekij, (2021). “Online learning system to enhance cognitive skills using educational data mining (EDM) for higher education,” Education and Information Technologies, vol. 26, pp. 2793–2814.

C. Haythornthwaite and R. Andrews, (2011). “E-Learning Theory and Practice. London”, U.K.: Sage.

M. Zhu, L. van Winkel, D. Brinke, and R. Zhuang, (2020). “Fostering self-directed learning in MOOCs: A self-regulated learning perspective”, The Internet and Higher Education, vol. 45, p. 100731.

พิมพ์ชนก สุวรรณศรี, (2566). “การใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของนิสิตระดับอุดมศึกษา,” วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่, ปีที่ 24, ฉบับที่ 1, หน้า 1–15.

R. Chugh and U. Ruhi, (2018). “Social media for tertiary education,” in Encyclopedia of Education and Information Technologies, J. Voogt and G. A. Knezek, Eds. Springer.

C. Greenhow, C. Lewin, and K. B. Staudt Willet, (2021). “Response to COVID-19 across two countries: Critical examination of digital pedagogy adoption”, Technology, Pedagogy and Education, vol. 30, no. 1, pp. 7–25.

ธนพร บุญรอด, (2564). “ผลของการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการจัดการเรียนการสอนต่อการมีส่วนร่วมของนิสิตระดับปริญญาตรี,” วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยธนบุรี, ปีที่ 15, ฉบับที่ 2, หน้า 161–172.

S. Manca and M. Ranieri, (2016). “Facebook and the others: Potentials and obstacles of social media for teaching in higher education,” Computers & Education, vol. 95, pp. 216–230.

สุรพล บุญลือ, (2565). “เมตาเวิร์สสำหรับการศึกษา: การเชื่อมต่อระหว่างจักรวาลนฤมิตกับโลกความจริงของการเรียนรู้ที่จะก่อให้เกิดการเรียนรู้แบบดื่มด่ำ,” วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ, ปีที่ 11, ฉบับที่ 1, หน้า 9–16.

L. Deng, G. Zhu, G. Li, Z. Xu, A. Rutter, and H. Rivera, (2019). “Student teachers’ emotions, dilemmas and professional identity formation amid the teaching practicums,” Asia-Pacific Education Researcher, vol. 28, no. 5, pp. 399–410.

M. S. Knowles, (1975). Self-Directed Learning: A Guide for Learners and Teachers. New York, NY, USA: Association Press.

C. Zhu, M. Valcke, and T. Schellens, (2020). “A cross-cultural study of teacher perspectives on teacher roles and adoption of online collaborative learning in higher education,” European Journal of Teacher Education, vol. 43, no. 3, pp. 324–341.

สุทธิพร บุญส่ง, (2563). “ผลการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการจัดการเรียนการสอนรายวิชาภาษาอังกฤษสำหรับนิสิตระดับปริญญาตรี”, วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, ปีที่ 11, ฉบับที่ 2, หน้า 250–265.

D. R. Garrison, (2017). E-Learning in the 21st Century: A Framework for Research and Practice, 3rd ed. New York, NY, USA: Routledge.

M. Kearney, K. Burden, and S. Schuck, (2021). “Personalisation, authenticity and collaboration: A model for mobile learning in teacher education,” Education Sciences, vol. 11, no. 4, p. 167.

ศิริวรรณ วณิชวัฒนวรชัย, (2564). “การใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองของนิสิตผู้สอน,”วารสารเทคโนโลยีการศึกษาและการเรียนรู้, ปีที่ 12, ฉบับที่ 2, หน้า 45–60.

S. Papert, (1991), “Situating constructionism”, in Constructionism, I. Harel and S. Papert, Eds. Norwood, NJ, USA: Ablex, pp. 1–11.

C. Redecker, (2017). European Framework for the Digital Competence of Educators: DigCompEdu. Luxembourg: Publications Office of the European Union.

วิทยา วาโย, (2565). “การพัฒนาระบบการวัดและประเมินผลออนไลน์สำหรับการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา,”วารสารวิชาการและวิจัย มทร.พระนคร, ปีที่ 16, ฉบับที่ 1, หน้า 159–170.

A. E. E. Sobaih, A. M. Hasanein, and A. E. Abu Elnasr, (2020). “Responses to COVID-19 in higher education: Social media usage for sustaining formal academic communication in developing countries,” Sustainability, vol. 12, no. 16, p. 6520.

ธนวัฒน์ พูลเขตนคร, ทิพรัตน์ สิทธิวงศ์, และกิตติพงษ์ พุ่มพวง, (2567). “การพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้แบบยืดหยุ่นและทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง สำหรับสถาบันอุดมศึกษา”, Journal of Roi Kaensarn Academi, ปีที่ 9, ฉบับที่ 12, หน้า 2899–2926.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-04-30

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย