กรรมวิธีการสร้างกลองปูจาในเขตภาคเหนือตอนบน
Main Article Content
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากรรมวิธีการสร้างกลองปูจาในภาคเหนือตอนบน กลองปูจาเป็นมรดกวัฒนธรรมที่สะท้อนประวัติศาสตร์ ความเชื่อ และวิถีชีวิตชุมชนล้านนาในภาคเหนือตอนบนของไทย ประกอบด้วย กลองใหญ่สองหน้าและกลองลูกตุ๊บ สมัยโบราณถูกใช้ในการศึกสงคราม ศาสนพิธี และสัญญาณของชุมชน ปัจจุบันสามารถใช้ในขบวนแห่ เทศกาล และงานด้านศิลปวัฒนธรรม เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสังเกต การบันทึกภาคสนาม และการสัมภาษณ์ ได้แก่ ครู อาจารย์ นักวิชาการ พระสงฆ์ ปราชญ์ ครูภูมิปัญญา และช่างทำกลอง รวมถึงเยาวชนผู้สืบสานการตีกลองปูจา พบว่า การสร้างกลองปูจาเริ่มจากการเลือกไม้เนื้อแข็ง นำมาเจาะรูและคว้านภายในตามขนาดที่ต้องการ เจาะรูระบายอากาศ หุ้มด้วยหนังสัตว์ให้ได้เสียงที่ต้องการและความนิยมของแต่ละพื้นที่ แช่หนังในน้ำที่ผสมหัวข่าเพื่อลดกลิ่นและเพิ่มความยืดหยุ่น นำมาผูกยึดกับฐานตั้งกลองและตอกแซ่ให้ตึง แล้วนำหนังมานวดและตากแดดให้แห้งสนิท นำหัวใจกลองที่ทำจากผลน้ำเต้าที่ภายในบรรจุหินมีค่า ผ้าลงยันต์ กระดาษจารึกคาถาและคำอธิษฐานเพื่อให้เกิดเมตตามหานิยมและปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย แล้วนำไปแขวนไว้ด้านในกลอง จากนั้นหุ้มหนังกลอง แล้วจึงตกแต่งกลองให้สวยงามและปรับเสียงให้ไพเราะตามต้องการ นำกลองไปเก็บรักษาในโฮงกลองหรือหอกลองเพื่อนำไปใช้ในโอกาสต่าง ๆ กรรมวิธีการสร้างกลองปูจาสะท้อนถึงภูมิปัญญาช่างพื้นบ้าน เทคนิคการสร้าง ความเชื่อทางพุทธศาสนา และวัฒนธรรม ซึ่งเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาวล้านนาที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และสืบสานต่อไป
Article Details
เอกสารอ้างอิง
กรมป่าไม้. (2565). รายงานสถานการณ์ป่าไม้ของประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร: กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.
เฉลิมพล ทองพา. (2563). องค์ความรู้เรื่องกลองปู่จา โครงการส่งเสริมการอนุรักษ์เสน่ห์เสียงกลองปู่จา อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์. เรียกใช้เมื่อ 22 พฤษภาคม 2567 จาก https://www.youtube.com/watch?v=OnKmA330qhY
ทองทวี ยศพิมสาร. (2549). ฮีตฅนเมือง ฉบับคู่มือเข้าวัด - มือประจำบ้าน. (พิมพ์ครั้งที่ 6). ลำพูน: ณัฐพลการพิมพ์.
ธนพงศ์ เด็ดแก้ว. (2557). กลองปู่จาในวัฒนธรรมไทยลื้อ ตำบลหย่วน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา. ใน วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิทยาการดนตรีและนาฏศิลป์. มหาวิทยาลัยนเรศวร.
ธิติพล กันตีวงศ์ และต่อพงษ์ เสมอใจ. (2557). รายงานผลการสำรวจ โครงการสำรวจพื้นที่วัฒนธรรมด้านศิลปกรรมหัตถกรรม ดนตรี และนาฏยกรรม. เชียงใหม่: สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
นริศา ชุ่มตา. (2556). การพัฒนาสาระการเรียนรู้ท้องถิ่น เรื่อง การตีกลองปูจาสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4. ใน รายงานการวิจัย. มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ.
ปราการ ใจดี. (2548). “ก๋องปู่จา กรณีศึกษา อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง”. ใน วิทยานิพนธ์ศิลปกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาดุริยางค์ไทย. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
พรสวรรค์ จันทะวงศ์. (2558). กลองบูชาในสังคมและวัฒนธรรมของชาวเชียงใหม่. วารสารวิจัยราชภัฏ, 16(2), 17-18.
พิทักษ์ คชวงษ์. (2542). วัฒนธรรมดนตรีพื้นบ้านไทยทักษิณ. (พิมพ์ครั้งที่ 1). สงขลา: สถาบันราชภัฏสงขลา.
ภานุพันธ์ กายสิทธิ์. (25 เม.ย. 2567). บริบทของกลองปูจาในเขตภาคเหนือตอนบน. (จุติณัฏฐ์ วงศ์ชวลิต, ผู้สัมภาษณ์)
มงคล หารเจริญทรัพย์. (24 ก.พ. 2567). กรรมวิธีการสร้างกลองปูจาในเขตภาคเหนือตอนบน. (จุติณัฏฐ์ วงศ์ชวลิต, ผู้สัมภาษณ์)
มณี มณเฑียร. (2566). แนวทางการสืบทอดประเพณีการตีก๋องปูจาจังหวัดน่าน. ใน วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
วีระวัฒน์ เสริมศรี. (2560). ความสำคัญและบทบาทของกลองปู่จาในบริบทพื้นที่วัดเจดีย์ซาวหลัง จังหวัดลำปาง. ใน วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขามานุษยดุริยางควิทยา. มหาวิทยาลัยบูรพา.
ศิริ อเนกสิทธิสิน และภัทระ คมขำ. (2560). กรรมวิธีการสร้างกลองปู่จาของครูญาณสองเมืองแก่น. วารสารศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 3(2), 118-131.
สมคิด จิตฺตสํวโร (ชมภูภี). (21 ก.ค. 2567). รูปแบบการตีกลองปูจาในเขตภาคเหนือตอนบน. (จุติณัฏฐ์ วงศ์ชวลิต, ผู้สัมภาษณ์)
สรยุทธ พิริยพล. (2562). การพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้านจากอัตลักษณ์กลองไทย. ใน วิทยานิพนธ์ศิลปกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขานวัตกรรมการออกแบบ. มหาวิทยาลัยศรีนรินทรวิโรฒ.
Geertz, C. (1973). The interpretation of cultures: Selected essays. New York: Basic Books.
Kottak, C. P. (2011). Cultural anthropology: Appreciating cultural diversity. New York: McGraw.
Nettl, B. (2005). The study of ethnomusicology: Thirty-one issues and concepts. (2nd ed.). Champaign, Illinois: University of Illinois Press.
Pundontong, N. (2021). “Bhu-Cha” drums in Lan Na History: the ceremonies and beliefs in the Mekong Delta. Journal of Humanities and Social Sciences Uttaradit Rajabhat University, 8(1), 15-28.
UNESCO. (2003). Convention for the safeguarding of the intangible cultural heritage. United Nations Educational. Paris: Scientific and Cultural Organization.