การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบบรรยายประกอบการสาธิต เชิงปฏิสัมพันธ์เรื่องสนามแม่เหล็ก สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาฟิสิกส์

Main Article Content

มัลลิกา หล้าพันธ์
อุดม ทิพราช
กานต์ตะรัตน์ วุฒิเสลา

บทคัดย่อ

บทความวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองขั้นต้นแบบกลุ่มเดียว วัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องสนามแม่เหล็ก ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบบรรยายประกอบ การสาธิตเชิงปฏิสัมพันธ์ (Interactive Lecture Demonstrations: ILDs) 2) วิเคราะห์ดัชนีความก้าวหน้าทางการเรียน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษา ผู้ร่วมวิจัย คือ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ทั้งหมดที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาแม่เหล็กไฟฟ้า ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 และยินยอมเข้าร่วมการวิจัย จำนวน 14 คน เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วย ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ ILDs เรื่องสนามแม่เหล็ก ชุดทดลองวัดสนามแม่เหล็กราคาประหยัดด้วยบอร์ดไมโครคอนโทรลเลอร์ (Arduino-based) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ Wilcoxon Signed-Rank Test ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความก้าวหน้าทางการเรียนเชิงสัมพัทธ์ (Normalized Gain) ผลการวิจัยพบว่า 1) นักศึกษามีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (Z = -3.308, p = .001) โดยมีขนาดอิทธิพล (Effect Size) อยู่ในระดับสูงมาก (Cohen’s d = 3.15) 2) ดัชนีความก้าวหน้าทางการเรียนของนักศึกษาทั้งชั้นอยู่ในระดับสูง (Normalized Gain = 0.76) และ 3) นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (\bar{x} = 4.83, S.D. = 0.39) ผลการวิจัยยืนยันว่าการบูรณาการเทคโนโลยีเซนเซอร์วัดค่าทางฟิสิกส์ราคาประหยัดเข้ากับกิจกรรม ILDs สามารถช่วยลดข้อจำกัดด้านความเข้าใจแนวคิดที่เป็นนามธรรม แก้ไขความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของผู้เรียน และเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ได้อย่างชัดเจน จึงเป็นแนวทางจัดการเรียนการสอนที่สถานศึกษาที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
หล้าพันธ์ ม., ทิพราช อ., & วุฒิเสลา ก. (2026). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบบรรยายประกอบการสาธิต เชิงปฏิสัมพันธ์เรื่องสนามแม่เหล็ก สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาฟิสิกส์. วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม, 10(11), 145–160. สืบค้น จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSC/article/view/298401
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

ชาญวิทย์ คำเจริญ และขวัญหทัย กวดนอก. (2567). การบรรยายเชิงสาธิตแบบมีปฏิสัมพันธ์เรื่องกระบวนการความดันคงที่โดยตุ๊กตาฉี่. Journal of Science and Technology Phetchabun Rajabhat University, 4(2), 1-11.

ภูสิทธิ์ จันทนา และสุระ วุฒิพรหม. (2558). การจัดการเรียนรู้แบบทำนาย-สังเกต-อธิบายเพื่อยกระดับความเข้าใจแนวคิดวิทยาศาสตร์เรื่องวงจรไฟฟ้ากระแสตรงอย่างง่ายของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5. วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้, 6(1), 1-13.

วรวุฒิ บ่อคำ และคงศักดิ์ ธาตุทอง. (2555). ผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะ 5 ขั้น ร่วมกับคำถามปลายเปิดเรื่อง แม่เหล็กไฟฟ้าเหนี่ยวนำต่อการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์และผลงานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4. วารสารศึกษาศาสตร์ ฉบับวิจัยบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 6(2), 157-167.

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2561). คู่มือการใช้หลักสูตรรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์: ฟิสิกส์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560). กรุงเทพมหานคร: สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.

สิรภัทร สวัสดิกุล และอัมพร วัจนะ. (2568). ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาฟิสิกส์โดยใช้แอปพลิเคชันแชทบอทร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped classroom) ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม 5 และความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6. วารสารวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ศึกษา, 8(1), 32-41.

Ananda, S. R. et al. (2019). Students’ attitude toward science in junior high school after follow science learning used ILD model assisted science magic. Journal of Physics: Conference Series, 1157(2), 1-6.

Cai, S. et al. (2017). Applications of augmented reality-based natural interactive learning in magnetic field instruction. Interactive Learning Environments, 25(6), 778-791.

Chueachot, S. et al. (2013). The Development of an Assessment for Learning Model for Elementary Classroom. International Education Studies, 6(9),119-124.

Dori, Y. J. & Belcher, J. (2004). Learning Electromagnetism with Visualizations and Active Learning. Visualization: Technology-mediated progressive pedagogical advancements, 187-216. https://doi.org/10.1007/1-4020-3613-2_11.

Hake, R. R. (1998). Interactive-engagement versus traditional methods: A six-thousand-student survey of mechanics test data for introductory physics courses. American Journal of Physics, 66(1), 64-74.

Lapunt, M. et al. (2026). Development of a low-cost teslameter for study a magnetic dipole moment of permanent neodymium magnets. Physics Education, 61(3), https://doi.org/10.1088/1361-6552/ae5d14.

Likert, R. (1932). A Technique for the Measurement of Attitudes. New York: The Science Press.

Neo, C. S. & Yap, K. C. (2009). The effect of classroom demonstrations based on conceptual change instruction on students’ understanding of electromagnetism and electromagnetic induction. Singapore: National Institute of Education.

Piaget, J. (1973). To understand is to invent : the future of education. Glashütte: Grossman.

Prince, M. (2004). Does Active Learning Work? A Review of the Research. Journal of Engineering Education, 93, 223-231. https://doi.org/10.1002/j.2168-9830.2004.tb00809.x.

Rachniyom, S. et al. (2017). Development of the Concept of Energy Conservation using Simple Experiments for Grade 10 Students. Journal of Physics: Conference Series, 901, https://doi.org/10.1088/1742-6596/901/1/012124.

Sokoloff, D. R. & Thornton, R. K. (1997). Using interactive lecture demonstrations to create an active learning environment. The Physics Teacher, 35(6), 340-347.

Sokoloff, D. R. (2016). Active Learning Strategies for Introductory Light and Optics. The Physics Teacher, 54(1), 18-22.