มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองศาสนสมบัติของวัด ในพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทย

ผู้แต่ง

  • พระครูปริยัติสารการ พลเตมา หลักสูตรนิติศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

คำสำคัญ:

มาตรการทางกฎหมาย, คุ้มครองศาสนสมบัติของวัด, พุทธศาสนาเถรวาท

บทคัดย่อ

การวิจัยเรื่อง “มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองศาสนสมบัติของวัดในพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทย” ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ค้นหาแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวกับการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด 2) วิเคราะห์กฎหมายในการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์และอำนาจหน้าที่ในการจัดการศาสนสมบัติของวัดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 3) เปรียบเทียบกฎหมายที่เกี่ยวกับการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัดของศาสนาอื่นในต่างประเทศกับพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทย และ 4) สร้างกฎเกณฑ์ในทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัดในพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทย

             ระเบียบวิธีวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยวิธีการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกประกอบด้วย ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คัดเลือกแบบเจาะจงโดยการสัมภาษณ์จากผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้อง ทั้งทางด้านพระธรรมวินัย กฎหมาย และผู้ปฏิบัติ จำนวน 25 รูป/คน ที่มีส่วนเกี่ยวกับการจัดการ ศาสนสมบัติของวัด และสนทนากลุ่มเฉพาะ (Focus Group Discussions) จำนวน 10 รูป/คน  

             ผลการวิจัยพบว่า

  1. แนวคิดและทฤษฎีทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัดของศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลาม ต่างก็ยึดตามหลักธรรมคำสอนของศาสนา มีการกำหนดมาตรการทางกฎหมายเป็นแนวทางในการปฏิบัติ และพุทธศาสนาเถรวาทก็มีแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัดโดยยึดหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในคัมภีร์พระไตรปิฎกอย่างเคร่งครัด มีสถาบันพระมหากษัตริย์ทำหน้าที่อุปถัมภ์สงเคราะห์มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และยึดหลักปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2511) ออกตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505
  2. จากการวิเคราะห์กฎหมายการดูแลรักษาและการจัดการศาสนสมบัติของวัด พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 พบว่า มีปัญหาและอุปสรรคในมาตรา 40 วรรคสองที่บัญญัติว่า “ศาสนสมบัติของวัด ได้แก่ ทรัพย์สินของวัดใดวัดหนึ่ง” และวรรคสาม บัญญัติว่า “การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปตามวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง” ซึ่งในการบังคับใช้ยังไม่มีประสิทธิภาพใน 3 ประเด็นปัญหา คือ กฎหมายเกี่ยวกับที่ธรณีสงฆ์ กฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ได้จากการบริจาค และกฎหมายเกี่ยวกับเงินอุดหนุน ซึ่งปัญหาเกิดจากวิธีการในบทบัญญัติของกฎหมาย และอำนาจหน้าที่ของผู้ปฏิบัติ ได้แก่ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและเจ้าอาวาส
  3. จากการเปรียบเทียบกฎหมายเกี่ยวกับการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัดในพุทธศาสนาเถรวาทของประเทศเมียนร์มา และประเทศศรีลังกา พบว่า ประเทศเมียนร์มาและประเทศศรีลังกา มีรัฐธรรมนูญบัญญัติกำหนดให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ กฎหมายยึดหลักพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด มีการคุ้มครองศาสนาสมบัติของวัดในลักษณะห้ามจำหน่าย จ่ายโอน และศาสนสมบัติของวัดนั้นมีอยู่เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ส่วนพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทย มีกฎหมายตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องมากเกินไป เช่น กฎหมายที่ดิน และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่พระราชบัญญัติ กฎกระทรวง และกฎมหาเถรสมาคม ที่มีอยู่ยังมิได้ระบุถึงกระบวนการในการตรวจสอบ การดําเนินงานของผู้มีอํานาจและผู้ปฏิบัติงานในวัด เพื่อนําไปสู่การรับผิดรับชอบของผู้ปฏิบัติงานได้

          4. เห็นควรที่จะต้องมีการดำเนินการเพิ่มเติมกฎหมายตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 โดยกำหนดกฎเกณฑ์หรือมาตรการทางกฎหมายที่ถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ที่เกี่ยวกับการแต่งตั้งเจ้าอาวาสหรือไวยาวัจกร รวมถึงมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมดูแลและการจัดผลประโยชน์ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่พระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

เอกสารอ้างอิง

กรมการศาสนา. (2542). คู่มือพระสังฆาธิการว่าด้วยพระราชบัญญัติ กฎ ระเบียบและคำสั่งคณะสงฆ์. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์กรมการศาสนา.

กรมศิลปากร. (2519). ศิลาจารึกสุโขทัย หลักที่ 1 ด้าน 2. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

กนก แสนประเสริฐ. (2559). เอกสารคู่มือว่าด้วยประมวลพระราชบัญญัติคณะสงฆ์. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ.

ชาญชัย แสวงศักดิ์. (2551). คำอธิบายกฎหมายปกครอง. พิมพ์ครั้งที่ 14. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

เชค มุฮัมมัด อัลอะมีน อัชชังกีฎีย์. (2552). อิสลามศาสนาที่สมบูรณ์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: นัทชา พริ้นติ้ง.

ปลื้ม โชติษฐยางกูร. (2553). คำบรรยายกฎหมายคณะสงฆ์. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

ประมาณเลิศ อัจฉริยปัญญากุล. (2552). กฎหมายสำหรับพระสงฆ์. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

พระมหาวีระชัย ชยวีโร. (2556). การพัฒนาประสิทธิภาพการจัดการศาสนสมบัติวัดของคณะสงฆ์ไทย. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

พระมหาสุนันท์ สุนนฺโท. (2558). การพัฒนารูปแบบการจัดการศาสนสมบัติของวัดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

พิพัฒน์ พสุธารชาติ. (2549). รัฐกับศาสนา บทความว่าด้วยอาณาจักรศาสนจักรและเสรีภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ศยาม.

สมบูรณ์ สุขสำราญ. (2557). พุทธศาสนากับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคม. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ. (2554). คู่มือการดูแลและการจัดการศาสนสมบัติ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์สำนักงานพระพุทธศาสนา.

องค์การค้าของคุรุสภา. (2533). พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา เล่ม 1 ฉบับพระจักรพรรดิพงษ์ (จาด). กรุงเทพฯ: ศาสนา.

พระมหาประนอม ธมมธีสงกาโร. (28 มีนาคม 2562). สัมภาษณ์.

พระมหาจรูญ จรณธมโม. (10 เมษายน 2562). สัมภาษณ์.

พระโสภณพัฒนบัณฑิต. (14 เมษายน 2562). สัมภาษณ์.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2020-12-29

รูปแบบการอ้างอิง

พลเตมา พ. (2020). มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองศาสนสมบัติของวัด ในพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทย. วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์, 5(2), 80–94. สืบค้น จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ambj/article/view/243774

ฉบับ

ประเภทบทความ

Research Articles