การเสริมสร้างความปรองดองสมานฉันท์ เพื่อยกระดับการพัฒนา วัด ประชา รัฐ สร้างสุข ในจังหวัดสงขลา
คำสำคัญ:
วัด, ประชา, รัฐ, สัปปายะ, ปรองดองสมานฉันท์บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สภาพการเสริมสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ตามการพัฒนาวัด ประชา รัฐ ในจังหวัดสงขลา 2) วิเคราะห์ปัจจัยที่เสริมสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ตามการพัฒนาวัด ประชา รัฐ ในจังหวัดสงขลา และ 3) สร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับรูปแบบการเสริมสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ตามการพัฒนาวัด ประชา รัฐ ในจังหวัดสงขลา การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยรวบรวมข้อมูลทางเอกสาร สัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 25 รูป/คน และจัดเวทีเสวนากลุ่ม จากผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 10 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ และวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีพรรณนา
ผลการวิจัยพบว่า
1. สภาพทั่วไปของรูปแบบการเสริมสร้างความปรองดองสมานฉันท์ มีการระดับการพัฒนาวัด ประชา รัฐ ในจังหวัดสงขลา เป็นแนวคิดจากโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข หนึ่งในโครงการภายใต้แผนปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาด้านสาธารณูปการ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้วัดมีการพัฒนาทางด้านกายภาพ มีสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเสริมสร้างสุขภาวะ เป็นสถานที่สงบร่มเย็นเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ชุมชน จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนายกระดับวัดให้เป็นศูนย์กลางของชุมชน
2. ปัจจัยที่เสริมสร้างความปรองดองสมานฉันท์ เพื่อยกระดับการพัฒนาวัด ประชา รัฐ ในจังหวัดสงขลา คือ 2.1) การนำหลัก 5 ส. มาใช้ ซึ่งประกอบ ไปด้วย สะสาง สะดวก สะอาด สุขลักษณะ และสร้างนิสัย 2.2) การนำหลักสัปปายะ 7 กับการพัฒนาวัดและชุมชน ในทางพระพุทธศาสนา หมายถึง สิ่งที่สบายหรือสภาพที่เอื้อที่เกื้อกูลต่อการอยู่ดี และการที่จะพัฒนาชีวิตที่เกื้อหนุนต่อการเจริญภาวนา และ 2.3) ควรปฏิบัติตามแนวพันธกิจ 3 ประการ ของโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ประกอบด้วย (1) การพัฒนาพื้นที่ทางกายภาพของวัดและชุมชนให้สะอาด ร่มรื่น สวยงาม เป็นสถานที่สัปปายะ (2) การพัฒนาพื้นที่ทางสังคมและการเรียนรู้ของวัดและชุมชนด้วยวิถีวัฒนธรรมเชิงพุทธ (3) การพัฒนาพื้นที่จิตใจและปัญญาของวัดและชุมชนตามแนวพระพุทธศาสนา โดยมีวัดเป็นศูนย์กลาง และประชาชนกับภาครัฐเป็นฝ่ายร่วมด้วยช่วยกัน
3. การนำเสนอการเสริมสร้างความปรองดองสมานฉันท์ เพื่อยกระดับการพัฒนาวัด ประชา รัฐ ในจังหวัดสงขลา ผ่านรูปแบบที่เรียกว่า PMI Model ประกอบด้วย P (Principle) คือ หลักการ M (Method) คือ วิธีการ I (Ideology) คือ อุดมการณ์
เอกสารอ้างอิง
กุศลิน ศรียาภัย. (2555). การพัฒนาจิตใจ: หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน. เข้าถึงได้จาก http://www.luangta.com (สืบค้นเมื่อ 25 เมษายน 2566).
กุศลิน ศรียาภัย. (2556). การพัฒนาจิตใจ: การปฏิรูปการสื่อสาร. เข้าถึงได้จาก http://www.luangta.com (สืบค้นเมื่อ 25 เมษายน 2566).
คณะกรรมการฝ่ายสาธารณูปการ ของมหาเถรสมาคม. (2563). คู่มือแนวปฏิบัติ โครงการวัด ประชา รัฐ. เข้าถึงได้จาก http:// www.wat3579.com (สืบค้นเมื่อ 20 มีนาคม 2566).
จำนง อดิวัฒนสิทธิ์. (2548). สังคมวิทยาตามแนวพุทธศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
พระครูสิริธรรมบัณฑิต และคณะ. (2564). รูปแบบการพัฒนาวัดด้วยวิถี 5 ส โครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ของวัดมิ่งเมืองมูล. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพรพุทธศาสนา. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
พระมหาธนิสร จนฺทวณฺโณ (วรตันติ) และคณะ. (2562). รูปแบบการบูรณาการหลังนวยุคและหลักพหุธรรมแห่งสัปปายะ เพื่อการพัฒนาวัดสร้างสุขในสังคมดิจิทัล. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยเซนจอห์น.
พระมหาสมถวิล ปภาโส (อิหนิม). (2561). การบริหารจัดการสำนักปฏิบัติธรรมในเขตกรุงเทพมหานคร ตามหลักสัปปายะ 7. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพุทธบริหารการศึกษา. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
พระมหาเสงี่ยม สุวโจ (มณีวงษ์). (2561). รูปแบบการพัฒนาวัดสร้างสุขด้วยสัปปายะตามแนวพุทธจิตวิทยา. ดุษฎีนิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพุทธจิตวิทยา. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
พระอธิการเสด็จ ปฏิภาโร (เภาราช). (2564). การสร้างความปรองดองและสมานฉันท์ของหมู่บ้านรักษาศีล 5 ชุมชนวังประจบ อำเภอเมือง จังหวัดตาก. Journal of Roi Kaensarn Academi, 7(2), 144-156.
สุภาวดี บุญมี. (2558). สันติภาพ สันติวิธี สมานฉันท์และวิถีแห่งความปรองดอง. เข้าถึงได้จาก http://www.southinsider.com (สืบค้นเมื่อ 18 มีนาคม 2566).
อธิมุตฺโต. (2558). สามัคคีปรองดอง. เข้าถึงได้จาก http://board.palungjit.org (สืบค้นเมื่อ 12 เมษายน 2566).
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2024 วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความวารสารฉบับนี้ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น ไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของบรรณาธิการ