การส่งเสริมพัฒนาสมรรถนะครูผู้สอนพระพุทธศาสนา ตามหลักพรหมวิหาร 4 กรณีศึกษา : โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
คำสำคัญ:
ครูผู้สอนพระพุทธศาสนา, พรหมวิหาร 4, โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์, สมรรถนะบทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการส่งเสริมพัฒนาสมรรถนะครูผู้สอนพระพุทธศาสนา ตามหลักพรหมวิหาร 4 กรณีศึกษา : โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และ 2) เปรียบเทียบการส่งเสริมพัฒนาสมรรถนะครูผู้สอนพระพุทธศาสนา ตามหลักพรหมวิหาร 4 กรณีศึกษา : โรงเรียนศาสนาวันอาทิตย์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงานต่างกัน กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูผู้สอนโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จำนวน 116 รูปหรือคน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่และค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าที (t – test แบบ Independent Samples) และข้อมูลจากแบบสอบถามปลายเปิด วิเคราะห์โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า
1. การส่งเสริมพัฒนาสมรรถนะครูผู้สอนพระพุทธศาสนา ตามหลักพรหมวิหาร 4 กรณีศึกษา : โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.16) เมื่อจำแนกรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านความสามารถในการแก้ปัญหา ตามหลักพรหมวิหาร (
= 4.30) รองลงมาคือ ด้านความสามารถในการใช้ทักษะชีวิตตามหลักพรหมวิหาร 4 (
= 4.29) ด้านความสามารถในการคิดตามหลักพรหมวิหาร 4 (
= 4.19) และด้านความสามารถในการใช้เทคโนโลยีตามหลักพรหมวิหาร 4 (
= 3.95)
2. การส่งเสริมพัฒนาสมรรถนะครูผู้สอนพระพุทธศาสนา ตามหลักพรหมวิหาร 4 กรณีศึกษา : โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จำแนกตามเพศ พบว่า โดยภาพรวมและรายด้าน ไม่แตกต่างกัน จำแนกตามอายุ พบว่า ครูผู้สอนที่มีอายุ ต่ำกว่า 20 ปี โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (= 4.12) ครูผู้สอนที่มีอายุ 20-40 ปี โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (
= 4.23) และครูผู้สอนที่มีอายุ 41-60 ปี โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (
= 4.05) จำแนกตามระดับการศึกษา พบว่า โดยภาพรวมและรายด้าน ไม่แตกต่างกัน จำแนกตามประสบการณ์ทำงาน พบว่า ครูผู้สอนมีประสบการณ์การไม่ต่างกัน โดยภาพรวมและรายด้านทุกด้าน มีการปฏิบัติไม่แตกต่างกัน
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์.
ณัฐภัสสร ชื่นสุขสมหวัง และคณะ. (2556). การประเมินความต้องการจำเป็นเพื่อพัฒนาสมรรถนะทางวิชาชีพของครูปฐมวัย. (วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย). คณะครุศาสตร์: มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
บุญชม ศรีสะอาด. (2554). การวิจัยเบื้องต้น. (พิมพ์ครั้งที่ 9). กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์สุริยสาสน์.
พรพนา บัญฑิโต. (2558). ได้ศึกษาการประเมินความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะครูของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 5 จังหวัดอ่างทอง. (วิทยานิพนธ์การบริหารการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา). บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา.
พระอธิการเสด็จ ปฏิภาโร (เภาราช). (2564). การสร้างความปรองดองและสมานฉันท์ของหมู่บ้านรักษาศีล 5 ชุมชนวังประจบ อำเภอเมือง จังหวัดตาก. Journal of Roi Kaensarn Academi, 7(2), 144-156.
โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (ม.ป.ป.). ประวัติความเป็นมา. เข้าถึงได้จาก http://sunday2.mcu.ac.th/?page_id=7
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน). (2543). รวมธรรมะ. กรุงเทพมหานคร : บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด มหาชน.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์. (2547). แนวคิดเรื่องสมรรถนะ Competency: เรื่องเก่าที่เรายังหลทาง. Chulalongkorn. จุฬาลงกรณ์วารสาร, 16(3), 57 – 72.
สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ. (2563). สองทศวรรษปฎิรูปการศึกษาไทยความล้มและความสำเร็จ. กรุงเทพมหานคร: บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์พับลิซซิ่ง จำกัด (มหาชน).
สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์. (ม.ป.ป.). บทวิเคราะห์และข้อเสนอระบบการประเมินครูและบุคลากรทางการศึกษา. เข้าถึงได้จาก http://www.moe.go.th/cgiscript/csArticles/articles
Likert, R. (1967). The Method of Constructing and Attitude Scale. In Reading in Fishbeic, M (Ed.), Attitude Theory and Measurement. New York: McGraw-Hill.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความวารสารฉบับนี้ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น ไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของบรรณาธิการ