การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพของนักเรียนโรงเรียนบ้านแนงมุด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สุรินทร์ เขต 3
คำสำคัญ:
การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษา, หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง, ทักษะอาชีพบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและแนวทางการบริหารสถานศึกษา สร้าง ทดลองใช้ และประเมินรูปแบบการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพของนักเรียน เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ดำเนินการวิจัยเป็น 4 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน โดยกลุ่มตัวอย่างจำนวน 78 คน เลือกแบบเจาะจง ใช้แบบสอบถามสภาพปัจจุบันซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .921 ระยะที่ 2 ศึกษาแนวทางในการพัฒนารูปแบบ โดยผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 11 คน เลือกแบบเจาะจง ใช้แบบสัมภาษณ์ ระยะที่ 3 สร้างรูปแบบ โดยประชากรคือครูผู้สอนโรงเรียนบ้านแนงมุด จำนวน 20 คน ใช้แบบสอบถามซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .870 และระยะที่ 4 ทดลองใช้และประเมินรูปแบบ แบ่งเป็น 3 ขั้น ได้แก่ ขั้นที่ 1 ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบและคู่มือการใช้รูปแบบ โดยประชากรคือครูผู้สอนโรงเรียนบ้านแนงมุด จำนวน 20 คน ขั้นที่ 2 ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบ โดยกลุ่มตัวอย่างจำนวน 142 คน และขั้นที่ 3 ประเมินความพึงพอใจของครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครอง และนักเรียน โดยกลุ่มตัวอย่างจำนวน 220 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นระหว่าง .882–.920 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบว่า
สภาพปัจจุบันการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและการส่งเสริมทักษะอาชีพของนักเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง แนวทางการบริหารสถานศึกษาที่เหมาะสม ได้แก่ การขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงผ่านการมีส่วนร่วมและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนตามหลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ครอบคลุม 4 มิติ การจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน การพัฒนาบุคลากรและคณะกรรมการสถานศึกษา และการส่งเสริมทักษะอาชีพและทักษะชีวิตของนักเรียน รูปแบบการบริหารสถานศึกษาที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย หลักการ วัตถุประสงค์ ขั้นตอนการดำเนินงาน เงื่อนไขความสำเร็จ และการวัดผลและประเมินผล ผลการตรวจสอบและการทดลองใช้รูปแบบ พบว่ามีความเป็นไปได้ ความถูกต้อง และการปฏิบัติตามรูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการประเมินรูปแบบ พบว่ามีความเหมาะสม ความมีประโยชน์ และประสิทธิผลในการส่งเสริมทักษะอาชีพของนักเรียนอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกกลุ่มมีความพึงพอใจต่อรูปแบบอยู่ในระดับมาก
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2553). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไข เพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553. กรุงเทพมหานคร: องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์.
บุญชม ศรีสะอาด. (2560). การวิจัยเบื้องต้น. (พิมพ์ครั้งที่ 10). กรุงเทพมหานคร: สุวีริยาสาส์น.
เยาวลักษณ์ เกสรเกศรา. (2562). การพัฒนารูปแบบบริหารการเสริมสร้างทักษะชีวิตและอาชีพของนักเรียนโรงเรียนบ้านหมากหัววัง อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง. ลำปาง: สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1.
โรงเรียนบ้านแนงมุด. (2566). แผนกลยุทธ์การพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนบ้านแนงมุด. สุรินทร์ : สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3.
ศิรภัสสร ชุมภูเทพ. (2563). รูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพสำหรับนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์โรงเรียนไทยราษฎร์คีรี. ตาก: สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2560). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2579. กรุงเทพมหานคร: พริกหวานกราฟฟิค จำกัด.
สุภาพ คำวาง. (2562). การพัฒนากระบวนการบริหารและการจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านทักษะพื้นฐานอาชีพของผู้เรียนที่สอดคล้องกับการเรียนรู้ ในศตวรรษที่ 21 โรงเรียนเทศบาล 1 (วัดพรหมวิหาร) จังหวัดเชียงราย. เชียงราย: สังกัดกองการศึกษาเทศบาลตำบลแม่สาย.
McMillan, J.H., & Schumacher. (2001). Research in Education. 5th ed. New York: Addison Wesley Longman, Inc.
Stufflebeam, D .L. (2008). The CIPP Model for Evaluation In T. Kelloghan, & D. L. Stufflebeam (Ed.), the international handbook of educational evaluation. Dordrecht, Holland: Kluwer.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความวารสารฉบับนี้ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น ไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของบรรณาธิการ