การพัฒนารูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพร่วมกับการบริหารคุณภาพ เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโรงเรียนบ้านเสม็ด อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์
คำสำคัญ:
รูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ, การบริหารคุณภาพ, การจัดการเรียนรู้เชิงรุกบทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการสร้างรูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพร่วมกับการบริหารคุณภาพ เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโรงเรียนบ้านเสม็ด อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ 2) สร้างและตรวจสอบรูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพร่วมกับการบริหารคุณภาพ เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโรงเรียนบ้านเสม็ด อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพร่วมกับการบริหารคุณภาพ เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโรงเรียนบ้านเสม็ด อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ และ 4) ประเมินรูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพร่วมกับการบริหารคุณภาพ เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ เชิงรุกของครูโรงเรียนบ้านเสม็ด อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ครูต้นแบบ 9 คน ผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คน ผู้เชี่ยวชาญ 9 คน ครูโรงเรียนบ้านเสม็ด 12 คน ได้มาโดยวิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบตรวจสอบและแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า
1. ผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐาน พบว่า รูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพร่วมกับการบริหารคุณภาพ มี 6 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการของรูปแบบ วัตถุประสงค์ของรูปแบบ เนื้อหาของรูปแบบ กระบวนการของรูปแบบ การวัดและประเมินผล ปัจจัยความสำเร็จ
2. รูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพร่วมกับการบริหารคุณภาพ เพื่อพัฒนา การจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโรงเรียนบ้านเสม็ด มีความสอดคล้องและเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด
3. ครูโรงเรียนบ้านเสม็ดมีทักษะการออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก การจัดการเรียนรู้เชิงรุก และการวัดและประเมินผลการจัดการเรียนรู้เชิงรุก อยู่ในระดับดีมาก มีทักษะการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุกอยู่ในระดับมากที่สุด
4. ครูโรงเรียนบ้านเสม็ดมีความคิดเห็นต่อรูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพร่วมกับการบริหารคุณภาพ อยู่ในระดับเห็นด้วยอย่างยิ่ง
เอกสารอ้างอิง
เจริญ นันไชยวงค์. (2564). การพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพร่วมกับการศึกษาชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโรงเรียนชุมชนบ้านสบเปา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 4. (รายงานการวิจัย). สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ.
บุญเทพ พิศวง. (2563). การพัฒนารูปแบบการบริหารโดยใช้ยุทธศาสตร์ 3 ดีในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน โรงเรียนเชียงแสนวิทยาคม. (รายงานการวิจัย). เชียงราย: สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 36.
ยาวิระ หลังปูเต๊ะ. (2563). การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการตามแนวคิดการบริหารเชิงกลยุทธ์และชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนบ้านคลองสองปาก. (รายงานการวิจัย). สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา.
โรงเรียนบ้านเสม็ด. (2564). รายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษา โรงเรียนบ้าน
เสม็ด ปีการศึกษา 2564. บุรีรัมย์: สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์เขต 2.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2561). คู่มือประกอบการอบรมการขับเคลื่อนกระบวนการ PLC (Professional Learning Community) ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพสู่สถานศึกษา. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2562). แนวทางการนิเทศเพื่อพัฒนาและส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ตามนโยบายลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.
อภิชาติ อุ่นเกิด. (2563). รูปแบบการบริหารโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก โรงเรียนนครขอนแก่น. (รายงานการวิจัย). สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา.
อรนลิน จินะฟั้น. (2564). การพัฒนารูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดเพชรบูรณ์. (รายงานการวิจัย). สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความวารสารฉบับนี้ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น ไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของบรรณาธิการ