การบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษานเรศวร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3
คำสำคัญ:
การบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน, โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา, ศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษาบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และ 2) ศึกษาแนวทางพัฒนาการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษานเรศวร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจและวิจัยเชิงบรรยายกลุ่มประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน และบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 93 คน ในปีการศึกษา 2568 และเลือกกลุ่มจำนวน 6 คน เพื่อสอบถามแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งการวิเคราะห์เนื้อหาจากข้อมูลการสัมภาษณ์
ผลการวิจัยพบว่า
1. การบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก (μ = 4.39) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการส่งเสริมนักเรียนมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (μ = 4.49) รองลงมาคือ ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล (μ = 4.48) ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา (μ = 4.47) และด้านการคัดกรองนักเรียน (μ = 4.28) ตามลำดับ ส่วนด้านการส่งต่อมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (μ = 4.21)
2. แนวทางพัฒนาการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน พบว่า ผลการสังเคราะห์แนวทางการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนแบ่งออกเป็น 5 ด้าน โดยมีประเด็นสำคัญในแต่ละด้านดังนี้ ด้านการรู้จักนักเรียนรายบุคคลเน้นการจัดทำฐานข้อมูลดิจิทัลควบคู่กับการปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA และการเยี่ยมบ้านเพื่อข้อมูลที่ครอบคลุม ด้านการคัดกรองใช้แบบประเมิน SDQ และระบบคลาวด์วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายเพื่อการช่วยเหลือที่แม่นยำ ด้านการส่งเสริมมุ่งเน้นบทบาทครูที่ปรึกษาในการจัดกิจกรรมพัฒนาทุกมิติตามวงจร PDCA ร่วมกับผู้ปกครอง ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะการคำปรึกษาและใช้สื่อสังคมออนไลน์สื่อสารข้อมูลฉุกเฉินทันที และด้านการส่งต่อเน้นกระบวนการส่งต่อผู้เชี่ยวชาญด้วยทัศนคติเชิงบวกพร้อมระบบติดตามผลผ่านเครือข่ายดิจิทัลอย่างเป็นระบบเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการดูแลนักเรียน
เอกสารอ้างอิง
เทิดศักดิ์ ยะยอง. (2562). การบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนบ้านดอยคำ อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้กระบวนการบริหารงานวงจรคุณภาพของเดม มิ่ง. (วิทยานิพนธ์ครุศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา). มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่.
นูรมาน พิทักษ์สุขสันต์. (2564). การบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอสายบุรี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 3. (วิทยานิพนธ์ครุศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา). มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา.
พัชรา หงคำมี. (2565). การพัฒนาแนวทางการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยใช้วงจรคุณภาพเดมมิ่ง (PDCA) สำหรับโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์. (วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารและพัฒนาการศึกษา). มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
พรศักดิ์ ผกากรอง. (2562). การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี. (การศึกษาค้นคว้าอิสระ ศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา). มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี.
ฤทธิ์ธิชัย ภู่สำอางค์. (2563). การศึกษาความต้องการจำเป็นและแนวทางการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3. วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร, 8(32), 1–13. https://so06.tcithaijo.org/index.php/ jmpr/article/view/272597
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560. (2560, 6 เมษายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 134 ตอนที่ 40 ก, หน้า 1-90.
ศรัณย์ เปรมสุข. (2566). การพัฒนารูปแบบบริหารเชิงกลยุทธ์ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อเสริมสร้าง คุณภาพของนักเรียนมัธยมศึกษา. (วิทยานิพนธ์การศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา). มหาวิทยาลัยนเรศวร.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2562). แนวทางการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา. กรุงเทพมหานคร: องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความวารสารฉบับนี้ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น ไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของบรรณาธิการ