การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนที่ส่งเสริมความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ตามแนวยุทธศาสตร์การเสริมต่อการเรียนรู้ประสบการณ์การอ่าน สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

Main Article Content

จุฑาทิพย์ จันทิชัย
สมาน เอกพิมพ์
ทิพาพร สุจารี

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการจำเป็นในการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนอ่านภาษาอังกฤษ 2) พัฒนารูปแบบการเรียนการสอนที่ส่งเสริมการอ่านภาษาอังกฤษ และ 3) ศึกษาประสิทธิผลการใช้รูปแบบการเรียนการสอน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอนระดับประถมศึกษาในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2  จำนวน 93 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสังเกตพฤติกรรมและแบบทดสอบการอ่าน สถิติที่ใช้ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test (Dependent Sample)


            ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้เรียนมีปัญหาด้านการอ่าน 3 ด้าน ได้แก่ (1) ปัญหาและอุปสรรคในการอ่าน  (2) พฤติกรรมการอ่านและ (3) กลวิธีในการอ่าน โดยครูผู้สอนมีความต้องการพัฒนากระบวนการเรียนการสอน ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความคงทนในการจำ และรู้จักนำยุทธวิธีต่าง ๆ มาใช้ในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ 2) รูปแบบประกอบไปด้วย (1) ขั้นวางแผน ประกอบด้วย ความต้องการและความสนใจของผู้เรียน การเลือกสรรบทอ่าน การตั้งจุดประสงค์ของการอ่าน  (2) การนำไปใช้ ประกอบด้วย ขั้นก่อนการอ่าน ขั้นการอ่าน และ ขั้นหลังการอ่าน โดยมีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด และ 3) ความสามารถด้านการอ่านหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
จันทิชัย . จ., เอกพิมพ์ ส., & สุจารี ท. (2020). การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนที่ส่งเสริมความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ตามแนวยุทธศาสตร์การเสริมต่อการเรียนรู้ประสบการณ์การอ่าน สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6. วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม, 17(3), 165–178. สืบค้น จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/edu-rmu/article/view/251540
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). การจัดสาระการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กระทรวงศึกษาธิการ.
ชลลดา เรืองฤทธิ์ราวี. (2553). ผลการใช้กลวิธีช่วยจำ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 [รายงานการศึกษาค้นคว้าอิสระ ไม่ได้ตีพิมพ์]. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
ประเทือง ทาอามาตย์. (2559). รูปแบบการสอนเขียนเชิงสร้างสรรค์ภาษาไทยโดยใช้ยุทธศาสตร์การเสริมต่อการเรียนรู้ด้วยประสบการณ์การเขียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 [วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต]. มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม. http://fulltext.rmu.ac.th/fulltext/2559/M119153/
โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 16. (2561). รายงานผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (Ordinary National Education Test : O - Net) ปีการศึกษา 2561. โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 16.
สุมิตรา อังวัฒนกุล. (2540). วิธีการสอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ (พิมพ์ครั้งที่ 4). จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
Barak Rosenshine & Carla Meister. (1992). The use of scaffolding for teaching higher – order cognitive strategies. Educational Leadership, 49 (7) , 26 - 33.
D. Wood, J. S. Bruner & G. Ross, (1976). The role of tutoring in problem-solving. Journal of Child Psychology and Psychiatry. 17(2) : 89-100.
Kathleen F. Clark & Michael F. Graves. (2005). Scaffolding Students’ Comprehension of Text. The Reading Teacher, 58(6), 570 – 580.
Krejcie, R. V. & Morgan, D. W. (1970). Determining Sample Size for Research Activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), pp. 607-610.
L. S. Vygotsky. (1934). Mind in Society. Harvard University Press.