การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดของเดวีส์ เพื่อส่งเสริมทักษะปฏิบัติขลุ่ยเพียงออ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

Main Article Content

ธีรเดช บุญเลิศ
พิทยวัฒน์ พันธะศรี
ณัฎฐชัย จันทชุม

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดของเดวีส์ เพื่อส่งเสริมทักษะปฏิบัติขลุ่ยเพียงออ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที 4 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติขลุ่ยเพียงออ ตามแนวคิดของเดวีส์ 3) ศึกษาทักษะปฏิบัติขลุ่ยเพียงออ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที 4 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติขลุ่ยเพียงออตามแนวคิดของเดวีส์ และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติขลุ่ยเพียงออตามแนวคิดของเดวีส์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนหนองตอวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ดเขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 9 แผน 14 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบทดสอบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 3) แบบวัดทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออ จำนวน 5 ด้าน และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติขลุ่ยเพียงออ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และสถิติทดสอบ t-test (Dependent Sample)
 
ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติขลุ่ยเพียงออ ตามแนวคิดของเดวีส์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีค่าประสิทธิภาพ เท่ากับ 83.27/81.75 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 2) นักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดของเดวีส์ เพื่อส่งเสริมทักษะปฏิบัติขลุ่ยเพียงออ มีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออของนักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดของเดวีส์ มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 77.00 และ 4) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดของเดวีส์ เพื่อส่งเสริมทักษะปฏิบัติขลุ่ยเพียงออ โดยรวมอยู่ในระดับมาก

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
บุญเลิศ ธ., พันธะศรี พ., & จันทชุม ณ. (2025). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดของเดวีส์ เพื่อส่งเสริมทักษะปฏิบัติขลุ่ยเพียงออ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4. วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม, 22(1), 52–62. สืบค้น จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/edu-rmu/article/view/275180
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน. ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.

ณรุทธ์ สุทธจิตต์. (2540). กิจกรรมดนตรีสำหรับครู. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ทิศนา แขมมณี. (2559). ศาสตร์การสอน : องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ปัญญา รุ่งเรือง. (2546). ประวัติการดนตรีไทย. ไทยวัฒนาพาณิช.

ไพทูรย์ ปัจฉิม. (2565). การพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามทักษะปฏิบัติของเดวีส์ เพื่อพัฒนาการเป่าขลุ่ยเพียงออ โดยใช้แบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5. โรงเรียนวัดป่าไผ่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2.

ยุทธชัย เหลาทอง และ ยาใจ พงษ์บริบูรณ์. (2564). การพัฒนาทักษะการเป่าขลุ่ยเพียงออ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์. วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, 11(2), 57–67.

ยาใจ พงษ์บริบูรณ์ (2564). การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านเพื่อความเข้าใจกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 5ขั้น (5STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด. วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์, 7(2), 541-552.

วันวิสาข์ ภูมิสายดอน. (2561). การพัฒนาทักษะการเป่าขลุ่ยเพียงออของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามรูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต]. มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม.

วานิช ชินโคตร. (2564). การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ขลุ่ยรีคอร์เดอร์ ตามรูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ (Davies) กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (สาระที่ 2 ดนตรี) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5. โรงเรียนเทศบาลนาเชือก.

อนันท์พร เอี่ยมชาญบรรจง. (2561). ศึกษาปัญหา และอุปสรรคต่อการเรียนวิชาดนตรีตะวันตก 3 (ทรอมโบน). วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการวิจัย และงานสร้างสรรค์, 5(1), 250-264.