ประสิทธิผลของการพัฒนาศักยภาพแกนนำสุขภาพครอบครัวและชุมชน ในการดูแลผู้ป่วยติดเตียง โรงพยาบาลเซกา จังหวัดบึงกาฬ

Main Article Content

สมบูรณ์ แง่ไชย

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการพัฒนาศักยภาพแกนนำสุขภาพครอบครัวและชุมชนในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มติดเตียง โรงพยาบาลเซกา จังหวัดบึงกาฬ กลุ่มตัวอย่าง คือ แกนนำสุขภาพครอบครัวและชุมชน จำนวน 172 คน และผู้ป่วย จำนวน 41 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบที


ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาศักยภาพแกนนำสุขภาพครอบครัวและชุมชน ในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มติดเตียงกระบวนงานที่สำคัญเป็นวงรอบต่อเนื่องแบบ PDCA ศักยภาพการจัดการดูแลผู้ป่วยโดยรวมหลังพัฒนาอยู่ในระดับสูงกว่าก่อนพัฒนา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value<0.001) ความพึงพอใจต่อการพัฒนาศักยภาพโดยรวมอยู่ในระดับสูง และผลลัพธ์การดูแล พบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่ดูแลแบบประคับประคอง (palliative Care) ร้อยละ 29.3 สถานภาพสมรส ร้อยละ 68.3 ดัชนีมวลกายผิดปกติ ร้อยละ 87.8 ฟันที่เหลือเคี้ยวได้ในผู้สูง อายุ 60 ปีขึ้นไป 20 ซี่ขึ้นไป ร้อยละ 31.7 ระยะเวลาที่เริ่มป่วยติดเตียง 1-5 ปี ร้อยละ 56.1 ป่วยมากที่สุดคือโรคมะเร็ง ร้อยละ 26.8 ระดับอาการผู้ป่วยโดยรวมอยู่ในระดับไม่ดี ร้อยละ 90.2 ความสามารถในการช่วยเหลือตนเองของผู้ป่วย มากที่สุดคือ อาการนั่งหรือนอนเป็นส่วนใหญ่ ร้อยละ 68.3

Article Details

บท
บทความวิจัย

References

กองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. (2562). คู่มือการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยระยะกลาง Guideline for Intermediate care สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ตามแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service plan). นนทบุรี: บริษัท บอร์น ทู บี พับลิชชิ่ง จำกัด.

กิติพล นาควิโรจน์. (2562). วิธีการประเมินอาการต่าง ๆ โดยใช้แบบประเมิน Edmonton Symptom Assessment System (ESAS) ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล. สืบค้นเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2566, จาก https://www.FamMed.mahidol.ac.th.

จอมมณี ศฤงคาร์นันต์. (2561). การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องที่บ้านเครือข่ายโรงพยาบาลตะกั่วป่า. วารสารวิชาการสาธารณสุข, 27(6), 1069-1080.

ฐิตารีย์ ธนสิริกาญจน์, พิชัย บุญมาศรี และ ระพีพรรณ นันทะนา (2564). การพัฒนารูปแบบการดูแลต่อเนื่องในผู้ป่วยที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ เขตอำเภอเมืองเลย. วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ, 39(2), 127-136.

ดาริน จตุรภัทรพร. (2562). วิธีการประเมินความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองของผู้ป่วยโดยใช้ Palliative Performance Scale (PPS) ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล. สืบค้นเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2566, จาก https://www.FamMed.mahidol.ac.th.

พระครูเกษมอรรถากร และ สุเทพ เชื้อสมุทร. (2564). บทบาทประชาสังคมกับการดูแลผู้ป่วยติดเตียง. ใน รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการระดับชาติครั้งที่ 7 “วิถีพุทธ วิถีชุมชน รากฐานชีวทัศน์เชิงสังคมล้านนาในสังคมวิถีใหม่”, หน้า 717 – 727. วิทยาลัยสงฆ์ลำพูน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

เพ็ญศิริ อัตถาวงศ์, นิษฐนันท์ อนุสรณ์ประเสริฐ และ ฮารูน สาดหลี. (2560). ผลของระบบเยี่ยมบ้านผู้ป่วยติดเตียงประเภท 3 แบบ Home Nursing Care (HNC) ในหน่วยบริการปฐมภูมิ. วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้, 4(1), 73-85.

พิศิษฐ์ ศรีประเสริฐ. (2558). 7 จังหวัดในเขตบริการสุขภาพที่ 8 จัดระบบการดูแลเชิงรุกผู้ป่วยติดบ้าน ติดเตียง และผู้ป่วยระยะสุดท้าย. สืบค้นเมื่อ 30 มิถุนายน 2560, จาก https://www.hfocus.org/content.

สายใจ จารุจิตร, ราตรี อร่ามศิลปะวร และ รณศิริ ประจันโน. (2562). รูปแบบการเยี่ยมบ้านผู้ป่วยติดเตียงตามปัญหาและความต้องการของผู้ดูแล. วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี, 30(1), 54-68.

สุคนธ์ทิพย์ บุญยัง และ กาญจนา วิสัย. (2563). ผลลัพธ์การดูแลแบบประคับประคองผู้ป่วยระยะท้าย รวมทั้งความเครียดและภาวะซึมเศร้าของผู้ดูแลหลัก หลังใช้แนวปฏิบัติ การดูแลประคับประคองที่บ้านในเครือข่ายสุขภาพปฐมภูมิ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่. วารสารสาธารณสุขล้านนา, 16(2), 104-117.

สุพัตรา ศรีวณิชชากร, ทัศนีย์ ญาณะ, พฤกษา บุกบุญ และ ปิยฉัตร ตระกูลวงษ์. (2558). รายงานผลการสำรวจสถานการณ์และความคิดเห็นต่อนโยบายทีมหมอประจำครอบครัว (Family Care Team: FCT). นนทบุรี: สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข.

Ebrahimzadeh, M. H., Shojaee, B. S., Golhasani-Keshtan, F., Moharari, F., Kachooei, A. R., & Fattahi, A. S. (2014). Depression, anxiety and quality of life in caregiver spouses of veterans with chronic spinal cord injury. Iranian journal of psychiatry, 9(3), 133-136.

Heidari Gorji, M. A., Bouzar, Z., Haghshenas, M., Kasaeeyan, A. A., Sadeghi, M. R., & Ardebil, M. D. (2012). Quality of life and depression in caregivers of patients with breast cancer. BMC research notes, 5(1), 1-3.

Meyer, G. S., & Arnheim, L. (2002). The power of two: improving patient safety through better physician-patient communication. Family Practice Management, 9(7), 47-48.

Stephen Kemmis, S. K., & Robin McTaggart, R. M. (1988). The Action Research Planner. 3rd ed. Victoria, Australia: Deakin University Press.