การใช้แอปพลิเคชันสุขภาพและการรับรู้ความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อของเจนเนอเรชันวาย : การศึกษาเชิงคุณภาพ
คำสำคัญ:
การรับรู้ความเสี่ยง, โรคไม่ติดต่อ, เจนเนอเรชั่นวาย, แอปพลิเคชันสุขภาพบทคัดย่อ
การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้แอปพลิเคชันในการดูแลสุขภาพและการรับรู้ความเสี่ยงในโรคไม่ติดต่อของเจนเนอเรชั่นวายและสำรวจข้อมูลเชิงลึกของการใช้จากข้อมูลแอปพลิเคชันในการดูแลสุขภาพกับการรับรู้ความเสี่ยงในโรคไม่ติดต่อของเจนเนอเรชันวายที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกในกลุ่มตัวอย่าง ทั้งสิ้น 14 คน เป็นการสุ่มตัวอย่างแบบไม่อาศัยความน่าจะเป็นแบบการเลือกเฉพาะเจาะจง (purposive sampling) แบ่งเป็นเพศหญิงจำนวน 9 คนและเพศชาย 5 คน ส่วนมาก อายุ 28-32 ปีและอายุ 38-42 ปี รองลงมาคือ อายุ 23-27 ปี และอายุ 33-37 ปี อาชีพพนักงานบริษัท 5 คน รับราชการ 6 คน และธุรกิจส่วนตัว 3 คน สถานะโสดเป็นส่วนมาก ระดับการศึกษา ปริญญาตรีและปริญญาโท ส่วนใหญ่รายได้ 20,000 – 40,000 บาท และมากกว่า 60,000 บาท ผลการศึกษาพบว่า เจนเนอเรชันวายที่ใช้แอปพลิเคชันเพื่อดูแลสุขภาพนั้น มีแนวโน้มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพและลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อ จากกลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมงานวิจัยนั้น ส่วนมากสุขภาพดี เพราะมีการใช้แอปพลิเคชันเพื่อดูแลสุขภาพต่อเนื่องนาน 1-3 ปี โดยใช้แอปพลิเคชันผ่านทางสมาท์วอชและสมาท์โฟน อีกทั้ง กลุ่มตัวอย่างให้ความน่าเชื่อถือข้อมูลที่ได้จากแอปพลิเคชันร้อยละ 80 สาเหตุที่ใช้แอปพลิเคชัน คือ เพื่อสุขภาพที่ดี โดยแอปพลิเคชันที่ใช้มากที่สุด คือ แอปพลิเคชันที่ช่วยในการออกกำลังกาย ถัดลงมา คือ แอปพลิเคชันที่ใช้เพื่อติดตามคุณภาพในการนอน แอปพลิเคชันในการช่วยลดน้ำหนัก โดยการอดอาหารที่เรียกว่า Intermittent fasting (IF) และแอปพลิเคชันในการจดบันทึกรอบเดือน แอปพลิเคชันในการกระตุ้นเตือนให้ดื่มน้ำ แอปพลิเคชันที่ช่วยในการทำสมาธิ และแอปพลิเคชันที่แสดงค่าฝุ่น PM. 2.5 ด้วย เรียงตามลำดับ หลังจากการใช้งานแอปพลิเคชันต่อเนื่อง กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางที่ส่งเสริมสุขภาพ เช่น มีการออกกำลังกายมากขึ้นและบ่อยขึ้นกว่าเดิม ทานอาหารสุขภาพมากขึ้น ลดน้ำหนักได้สำเร็จ คุณภาพการนอนหลับดีขึ้น
ความเครียดลดลงและมีสุขภาพจิตดีขึ้น ในส่วนของการรับรู้ความเสี่ยงในกลุ่มโรคไม่ติดต่อของกลุ่มตัวอย่างนั้น กลุ่มตัวอย่างไม่ได้นำข้อมูลจากแอปพลิเคชันมาประเมินความเสี่ยงส่วนบุคคล เป็นเพียงการใช้แอปพลิเคชันจึงใช้เพื่อดูแลสุขภาพเป็นหลัก ส่วนข้อมูลที่ได้จากแอปพลิเคชันนั้น เป็นสถิติที่สามารถใช้ในการเปรียบเทียบย้อนหลังหรือใช้เมื่อไปพบแพทย์ตรวจร่างกายประจำปีเท่านั้น ดังนั้น หากข้อมูลจากแอปพลิเคชันแสดงค่าผิดปกติ เป็นเพียงสัญญานเตือนถึงอาการผิดปกติ ไม่ถือว่าเป็นความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อ
เอกสารอ้างอิง
กรมควบคุมโรค กองโรคไม่ติดต่อ. (2563). รายงานสถานการณ์โรค NCD พ.ศ. 2562 เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง (Update). https://ddc.moph.go.th/dncd/journal_detail.php?publish=10358
กรมสุขภาพจิต. (2561). GenY/Gen Me กลุ่มผู้กุมชะตาโลก. https://dmh.go.th/news/view.asp?id=1251
กมลพัฒน์ มากแจ้ง, อรทัย วลีวงศ์, ธนพันธ์ สุขสอาด, พเยาว์ ผ่อนสุข, และสุภิกา เชื้อจิ๋ว. (2567). ช่องว่างทางนโยบายในการควบคุมและป้องกันปัจจัยเสี่ยงโรคไม่ติดต่อในสถานที่ทำงานของประเทศไทย. วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข, 18(2), 145–160. https://www.hsri.or.th/ejournal/detail/23
คัทลิยา วสุธาดา, ลลิตา เดชาวุธ, นันทวัน ใจกล้า, และสายใจ จารุจิตร. (2561). ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้เกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังกับพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพในการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของประชาชนในเขตอำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี. วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี, 29(2), 47–59. https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pnc/article/view/161840
ฉัฐญาณ์ วงศ์รัฐนันท์. (2565). โรค NCDs ของคนวัยทำงานบนความรับผิดชอบของสถานประกอบการ. Way Magazine. https://waymagazine.org/ncds-in-workplace-8/
เดชา เดชะวัฒนไพศาล, กฤษยา นุ่มพยา, จีราภา นวลลักษณ์, และชนพัฒน์ ปลื้มบุญ. (2557). การศึกษาเจนเนอเรชั่นเอ็กซ์และเจนเนอเรชั่นวายในมุมมองต่อคุณลักษณะของตนเองและความคาดหวังต่อคุณลักษณะของเจนเนอเรชั่นอื่น. Creative Business and Sustainability Journal, 36(3), 1–17. https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CBSReview/article/view/22362
ธนภรณ์ จำรูญจารีต, อรณัฐ อัตวรอนันต์, พิมพ์พิชญา ดามาพงศ์, ปริณดา เฉลิมถิรเลิศ, รินทร์ลิตา ชัยประสพวงศ์, พิสิษฐ์ อยู่ใจเย็น, กรดนัย ตรีรัตนกุลจรัส, และศุจิมน มังคลรังษี. (2566). การรับรู้เกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและพฤติกรรมสุขภาพของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา: กรณีศึกษา. วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน, 9(3), 87–99. https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/view/261290
ธัญรดี อาทิตย์, นิภา เชื้อทอง, และอัญญา ปลดเปลื้อง. (2565). ผลการใช้โปรแกรมการจัดการความเสี่ยงทางคลินิกด้วยแนวคิดความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อทัศนคติและการรับรู้ความสามารถของตนเองในการจัดการความเสี่ยงของพยาบาล โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19. วารสารวิชาการและการพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช, 2(2), 75–93. https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jckr/article/view/95
นรินทร์ นาเจริญ. (2565). แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของคนเจเนอเรชั่นวายที่ปฏิบัติงานในภาครัฐจังหวัดลพบุรี. วารสารไตรศาสตร์, 8(2), 17–35. https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jts/article/view/278019
นิรันตา ศรีบุญทิพย์, จักรกฤษณ์ พลราชม, ประเวช ชุ่มเกสรกูลกิจ, และอดุลย์ ฉายพงษ์. (2563). การเปิดรับสื่อ การรับรู้ ความรู้และพฤติกรรมการป้องกันโรคและภัยสุขภาพของประชาชนไทย ประจำปี 2561. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ, 12(3), 89–102. https://digital.nlt.go.th/dlib/files/original/acb9328792d51a6aa2fdf33677e5a7c7.pdf
นิยะนันท์ สำเภาเงิน, และดวงกมล ชาติประเสริฐ. (2557). อิทธิพลของการรับรู้ความเสี่ยงต่อพฤติกรรมสุขภาพและแนวทางการสื่อสารเพื่อสร้างพฤติกรรมการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของกลุ่มเสี่ยง. วารสารการประชาสัมพันธ์และการโฆษณา, 7(2), 38–58. https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jprad/article/view/133325
ปวีณภัทร นิธิตันติวัฒน์, และวรางคณา อุดมทรัพย์. (2560). พฤติกรรมการบริโภคอาหารของวัยรุ่นไทย ผลกระทบและแนวทางแก้ไข. วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี, 28(1), 122–128. https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pnc/article/view/117888
ปรีดา ณ พัทลุง, และวาริศา พลายบัว. (2561). การรับรู้ข่าวสารผ่านสื่อใหม่ ความตระหนักและพฤติกรรมสุขภาพเพื่อป้องกันโรค NCDs ของประชาชนในกรุงเทพมหานคร. ใน การประชุมวิชาการระดับชาติเพื่อนำเสนอผลงานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา ครั้งที่ 8 (น. 411–419). คณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
ปุลวิชช์ ทองแตง, และจันทร์จิรา สีสว่าง. (2564). การพัฒนาเครื่องมือประเมินการรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูง. วารสารพยาบาลศาสตร์, 39(2), 12–23. https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ns/article/view/244343
พฤกษา เกษมสารคุณ, บงกชกร หงส์สาม, และกันตพิชญ์ ศักดิ์สวัสดิ์. (2563). การใช้สื่อดิจิทัลเพื่อส่งเสริมสุขภาพ. วารสารมนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 37(3), 162–182. https://so01.tci-thaijo.org/index.php/HUSO/article/view/243513
พิชฌ์นิพัทธ์ วิชัยโน, ชลวิทย์ เจียรจิตต์, และสายชล ปัญญชิต. (2565). การรับรู้ความเสี่ยงและผลกระทบจากฝุ่นควัน PM2.5 ของคนเมืองอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรปราการ. วารสารสหศาสตร์, 22(2), 23–41. https://so02.tci-thaijo.org/index.php/sahasart/article/view/256400
สกลสุภา สิงคิบุตร, เรืองฤทธิ์ โทรพันธ์, และเพชรรัตน์ พิบาลวงศ์. (2567). การพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อติดตามและเตือนอาการผิดปกติต่อความรู้ พฤติกรรมการปฏิบัติตัว และระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน. วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล, 30(2), 56–69. https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/262573
สุรีวัลย์ วรอรุณ, ปุณยนุช อยู่จำรัส, ศรวณีย์ ศรชัย, อัจฉริยา ปินตา, หฤทัย เบ็ญจ, รัชนีกร แป้นจันทร์, รุ่งฤดี มณีนิล, และรัตน์ติกาญจน์ ยะสาร. (2567). ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้เกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังกับพฤติกรรมสุขภาพของบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ, 30(2), 1–15. https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnorthnurse/article/view/275084
อดิพล เอื้อจรัสพันธุ์. (2561). พฤติกรรมการใช้สื่อของกลุ่มเจ็นเนอเรชั่นเอ็กซ์และเจ็นเนอเรชั่นวาย. วารสารวิชาการนวัตกรรมสื่อสารสังคม, 6(1), 59–65. https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcosci/article/view/138056
อุไรวรรณ สาสังข์, สุนันทา ครองยุทธ, และยมนา ชนะนิล. (2565). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง. วารสารการพยาบาลและการศึกษา, 15(1), 45–58. https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/250952
อภิญญา จตุพิทักษ์กุลชัย, และนงเยาว์ มีเทียน. (2567). ความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อด้านสุขภาพ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019. วารสารวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพ, 17(3), 87–100. https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/269934
Homeday. (2565). 10 แอปพลิเคชันเพื่อสุขภาพ 2022 ที่ต้องโหลดติดเครื่องเอาไว้. https://homeday.co.th/10-health-applications-2022
Rosenstock, I. M., Strecher, V. J., & Becker, M. H. (1988). Social learning theory and the Health Belief Model. Health Education Quarterly, 15(2), 175–183. https://doi.org/10.1177/109019818801500203
WHO Thailand. (2565). โรค NCDs ฆาตกรเงียบที่คุกคามอนาคตประเทศไทย. https://thailand.un.org/th/168928
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการนวัตกรรมสื่อสารสังคม

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความทุกบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิชาการนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
