รูปแบบการสร้างเสริมพันธะทางจริยธรรมของการครองคู่ชีวิต ตามหลักพุทธธรรม
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาเกี่ยกับพันธะทางจริยธรรมของการครองคู่ชีวิตตามหลักพุทธธรรม 2) ศึกษาการพัฒนารูปแบบดังกล่าว 3) นำเสนอรูปแบบการสร้างเสริมพันธะทางจริยธรรม โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านการศึกษาเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญด้านพระพุทธศาสนา 6 ท่าน และผู้มีประสบการณ์ชีวิตคู่ 10 ท่านผลการวิจัยพบว่า ความสัมพันธ์คู่ชีวิตในปัจจุบันเผชิญความเปราะบางจากปัจจัยทางสังคม เศรษฐกิจ และค่านิยม วิธีการสร้างเสริมพันธะทางจริยธรรม ได้แก่ การให้เกียรติซึ่งกันและกัน ความซื่อสัตย์ ความไว้วางใจ การสนับสนุนทางจิตใจ การปรับตัวร่วมกัน และการมีเป้าหมายชีวิตคู่ร่วมกัน โดยมีพุทธธรรมเป็นรากฐานสำคัญ ได้แก่ ฆราวาสธรรม สมชีวิธรรม สังคหวัตถุ 4 และทิศ 6 ซึ่งล้วนเป็นแนวทางในการพัฒนาความสัมพันธ์ให้มั่นคง ยั่งยืน และมีคุณธรรม ผลการสังเคราะห์นำไปสู่การเสนอ COUPLE Model ซึ่งประกอบด้วย Compassion, Obligation, Understanding, Patience, Love และ Effort เป็นการบูรณาการหลักพุทธธรรมกับแนวคิดจิตวิทยาครอบครัว เพื่อสร้างความสมดุลทั้งกาย จิตใจ และคุณธรรม ทำให้การครองชีวิตคู่มิได้ตั้งอยู่เพียงบนความรัก แต่บน “การฝึกฝนร่วมกัน” ด้วยสติและปัญญา อันนำไปสู่ความสุขและความยั่งยืนของชีวิตคู่
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสาร มจร ปรัชญาปริทรรศน์
ข้อความในบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความ และข้อคิดเห็นนั้นไม่ถือว่าเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการวารสาร มจร ปรัชญาปริทรรศน์
เอกสารอ้างอิง
กรมการปกครอง. (2565). สถิติการจดทะเบียนสมรสและการหย่าร้างของประเทศไทย. กรุงเทพฯ: กระทรวงมหาดไทย.
ชัยวัฒน์ อัตพัฒน์. (2529). หลักพระพุทธศาสนา. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
ไทยรัฐออนไลน์. (ม.ป.ป.). 4 สาเหตุหลักคนไทยหย่าร้างพุ่งเกือบ 50% ของคู่รักจดทะเบียนสมรส. สืบค้นข้อมูลเมื่อ 21 มีนาคม 2566 จาก https://www.thairath.co.th/scoop/infographic/2659743
พระปกาศิต สีลวฑฺฒโน และคณะ. (2566). “วิเคราะห์การทำหน้าที่ของสามีภรรยาในสังคมไทยปัจจุบันตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท”. วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม, 10(3), 225-239.
พระครูสมุห์นพดล ปิยธมฺโม (เขาแก้ว). (2561). การประยุกต์ใช้สมชีวิธรรมกับการครองเรือนในสังคมไทยในปัจจุบัน. (วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา). บัณฑิตวิทยาลัย: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
พระครูอาทรกิจจาภิกรักษ์ (ฉัตรชมภู). (2561). “การสร้างครอบครัวที่มั่นคงในเชิงพุทธบูรณาการ”, วารสารวิชาการธรรมทรรศน์, 3(3), 185-194.
พระณรงค์ฤทธิ์เทพ ฐานิสฺสโร และพูนศักดิ์ กมล. (2568). “เหตุและผลกับปัญหาการครองเรือนในปัจจุบัน”, วารสารวิชาการและวิจัย, 1(2), 23-32.
พระสุพัฒน์ อนาลโย. (2563). “การส่งเสริมบทบาทหน้าที่ของบุคคลในครอบครัวไทยตามหลักทิศ 6 ในพระพุทธศาสนา”. วารสารวิชาการสถาบันพัฒนาพระวิทยากร, 3(2), 40-46.
ภูวเดช สินทับศาล และคณะ. (2561). พุทธจริยศาสตร์: แนวคิดและหลักการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวและสังคมไทยในศตวรรษที่ 21. รายงานวิจัย. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครสวรรค์.
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
แม่ชีสุชมสิริ จุยมณี. (2560). “ศึกษาการประยุกต์ให้หลักฆราวาสธรรม 4 สำหรับการครองเรือนของคู่สมรส”. (วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา). บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
รัชชัย ขยันทำ. (2561). “พุทธจริยศาสตร์: พันธสัญญาที่บุคคลพึงกระทำต่อกันในทิศ 6”. วารสารปรัชญาปริทรรศน์, 23(1), 59-70.
วัฒนะ กัลยาณ์พัฒนกุล และคณะ. (2560). หลักธรรมและหลักการเสริมสร้างความมั่นคงในครอบครัวตามแนวพระพุทธศาสนา. รายงานวิจัย. วิทยาเขตนครสวรรค์: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต). (2555). คู่สร้างคู่สม ชีวิตคู่ในอุดมคติ. (พิมพ์ครั้งที่ 28). กรุงเทพมหานคร: ผลิธัมม์.
สิริคุตฺโต ภิกฺขุ. (2558). มงคล 38 ประการ. (พิมพ์ครั้งที่ 2). สมุทรปราการ: ชมรมกัลยาณธรรม.
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ. (2560). ยุทธศาสตร์การวิจัยและนวัตกรรม 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) กรุงเทพมหานคร: สภานโยบายและนวัตตกรรมแห่งชาติ.
โสภณ จาเลิศ และภัทรเดช ปัณชญาธนาดุล. (2563). “การครองเรือนตามแนวพุทธ”. วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง, 9(1), 106-113.
Bystritsky, M. (2000). “Relations among Attachment Quality”. Dissertation. Parenting Style. Quality of the Family Environment and Social Adjustment.