ท้าวจาตุโลกบาล: การสื่อสารแบบซอฟต์พาวเวอร์จากเทพสู่วัตถุมงคลทางศาสนาในประเทศไทย
Main Article Content
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ 1. เพื่อศึกษาความเชื่อท้าวจาตุโลกบาลตามหลักพระพุทธศาสนา 2. เพื่อศึกษาพัฒนาการสื่อสารแบบซอฟพาวเวอร์ท้าวจาตุโลกบาลจากเทพสู่วัตถุมงคลด้านพระพุทธศาสนา และ 3. เพื่อขับเคลื่อนการสื่อสารซอฟพาวเวอร์จากเทพสู่วัตถุมงคลด้านพระพุทธศาสนา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กุล่มให้ข้อมูลประกอบนักวิชาการทางพระพุทธศาสนา กลุ่มวัฒนธรรม กลุ่มชุมชน จำนวน 30 คน เป็นการคัดเลือกแบบเจาะจง โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกและการจัดกิจกรรม ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารและการสัมภาษณ์ด้วยวิธีการวิเคราะห์ประเด็นและการตรวจสอบแบบสามเส้าก่อนเขียนเป็นแบบพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1. ความเชื่อท้าวจาตุโลกบาลในพระพุทธศาสนาสะท้อนแนวคิดจักรวาลวิทยาผ่านงานศิลปกรรม โดยมีสถานะเป็นผู้พิทักษ์ทิศทั้งสี่และพระธรรม. นอกจากนี้ ความเชื่อดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับสถาบันกษัตริย์ในฐานะ "สมมติเทพ" และ "ธรรมราชา" ผู้มีบทบาทอุปถัมภ์และปกป้องพระศาสนา ซึ่งสอดคล้องกับหน้าที่ของท้าวจาตุโลกบาล 2. การพัฒนาการสื่อสารแบบซอฟพาวเวอร์ท้าวจาตุโลกบาลจากเทพสู่วัตถุมงคลด้านพระพุทธศาสนา เป็นการเปลี่ยนสถานะสู่วัตถุมงคลเป็นการสื่อสารเชิงซอฟต์พาวเวอร์ที่ดำเนินไปในสองระดับ คือ ระดับชุมชน เพื่อตอบสนองความต้องการทางใจและวัตถุ เช่น โชคลาภและการป้องกันภัย และระดับสถาบัน ซึ่งยกระดับความเชื่อให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมผ่านการเล่าเรื่อง และใช้เป็นสัญลักษณ์สะท้อนระเบียบการปกครองตามคติจักรวาลวิทยา และ 3. การขับเคลื่อนการสื่อสารซอฟพาวเวอร์จากเทพสู่วัตถุมงคลด้านพระพุทธศาสนา เป็นการขับเคลื่อนทุนศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งขับเคลื่อนผ่านพลวัต 3 ประการ ได้แก่ ก. บริบททางพระพุทธศาสนา ที่แปลงคุณลักษณะนามธรรมของเทพสู่รูปธรรม ข. บริบททางประวัติศาสตร์ ที่ใช้ตำนานและเรื่องเล่าสร้างความศักดิ์สิทธิ์และความทรงจำร่วม และ ค. บริบททางวัฒนธรรม
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสาร มจร ปรัชญาปริทรรศน์
ข้อความในบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความ และข้อคิดเห็นนั้นไม่ถือว่าเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการวารสาร มจร ปรัชญาปริทรรศน์
เอกสารอ้างอิง
กมเลศ โพธิกนิษฐ. (2568). ผี ร่างทรง และพิธีกรรม. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยนเรศวร.
กิตติ ประเสริฐสุข. (2567). โครงการนโยบาย Soft Power ต่ออาเซียนของญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้: นัยและบทเรียนสำหรับประเทศไทย. รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์. กองทุนสนนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ธิดา สาระยา. (2555). ประวัติศาสตร์มหาสมุทรอินเดีย. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์เมืองโบราณ.
พระญาลิไทย. (2564). เตภูมิกถา. (พิมพ์ครั้งที่ 4). นนทบุรี: ศรีปัญญา.
พัฑร์ แตงพันธ์ และศุภสุตา ปรีเปรมใจ. (2561). ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา. พระนครศรีอยุธยา: สถาบันอยุธยาศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา.
พัสวีสิริ เปรมกุลนันท์. (2560). วัด-วังในพระราชประสงค์พระจอมเกล้าฯ. กรุงเทพมหานคร: มติชน.
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
รวี สิริอิสสระนันท์. (2557). ตำนานมูลศาสนา. นนทบุรี: ศรีปัญญา.
วิมลรักษ์ ศาสติธรรม. (2565). “Soft Power พลังแห่งการสร้างสรรค์”. วิจัยปริทัศน์, 27, หน้า 1-19.
สุรเดช โชติอุดมพันธ์. (2565). โครงการวัฒนธรรมการบริโภคในบันเทิงคดีไทยร่วมสมัย. รายงานวิจัย. สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566 - 2570). (2565, 01 พฤศจิกายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 139 ตอนพิเศษ 258 ง.
Ozturk, A. E. (2023). Religious Soft Power: Definition(s), Limits and Usage. Religions, 14(135), 1-5.
Geertz, C. (2000). Local Knowledge: Further Essays in Interpretive Anthropology. USA: Basic Books.
Kalupahana, D. J. (2008). Ethics in Early Buddhism. Delhi: Motilal Banarsidass Publishers.
Nye, J. S. (2021). Soft power: the evolution of a concept. Journal of Political Power.14: 7.
Davids, R. (1997). Buddhist India. Delhi: Motilal Banarsidass.
Monier-Williams, S. M. (2009). Buddhism In its Connexion with Brahmanism and Hinduism and in its Contrast with Christianity. Cambridge: Cambridge University Press.