ภววิทยาทางศาสนา: เครื่องมือตีความและการพึ่งพาตัวเองของผู้สูงวัย ในสังคมไทย
Main Article Content
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ (1) เพื่อศึกษาการตีความทางภววิทยาทางศาสนาและการพึ่งพาตนเองของผู้สูงอายุ (2) เพื่อพัฒนาเครื่องมือการตีความทางภววิทยาทางศาสนาและการพึ่งพาตนเองของผู้สูงวัยในสังคมไทย และ (3) เพื่อขับเคลื่อนการตีความทางภววิทยาทางศาสนาในการสร้างการพึ่งพาตนเองของผู้สูงวัยในสังคมไทย งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการศึกษาเอกสารและสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 30 คนโดยการคัดเลือกแบบเจาะจง ผลการศึกษาพบว่า 1) แนวคิดภววิทยาซึ่งมีรากฐานจากปรัชญาตะวันตกและถูกนำมาใช้ผ่านจุดเปลี่ยนเชิงภววิทยาในการศึกษาศาสนาเชิงมานุษยวิทยา สามารถอธิบายพระพุทธศาสนาในฐานะการมองทะลุจากระดับสมมติบัญญัติไปสู่ปรมัตถบัญญัติ โดยปรากฏการตีความ 4 ลักษณะ คือ การตีความธรรมชาติภายในของมนุษย์ การตีความความสัมพันธ์ระหว่างรูปกับนาม การตีความภววิทยาทางการรักษาชีวิต และการตีความภววิทยาการดำเนินชีวิตที่ให้คุณค่าแก่ความชราในฐานะพื้นที่แห่งการเข้าใจแก่นแท้ชีวิต ทั้งนี้ การพึ่งพาตนเองของผู้สูงอายุตั้งอยู่บนหลักพุทธพจน์ตนแลเป็นที่พึ่งของตน ครอบคลุมมิติร่างกาย จิตใจ และองค์รวม โดยพบความย้อนแย้งเชิงโครงสร้างว่าการพึ่งพาตนเองทางจิตวิญญาณยังคงต้องอาศัยโครงสร้างการดูแลทางกายภาพจากผู้อื่นอยู่เสมอ 2) การพัฒนาเครื่องมือการตีความจากการสังเคราะห์องค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนาและการแพทย์แผนไทยผ่านสองกระบวนการที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ การใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาโดยมีพระสงฆ์เป็นผู้นำผ่านโครงสร้างความร่วมมือสี่ฝ่าย และการใช้กิจกรรมการแพทย์แผนไทยที่จำแนกความเจ็บป่วยตามช่วงวัยและส่งเสริมทักษะการสังเกตร่างกายตนเอง เพื่อนำไปสู่การดูแลแบบองค์รวมที่ครอบคลุมกาย จิต สังคม และจิตวิญญาณ และ 3) การขับเคลื่อนกระบวนการดำเนินผ่านการบูรณาการองค์ความรู้สู่การปฏิบัติจริงในสองกิจกรรม คือ การสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่องกายวิภาคในคัมภีร์ที่นำเสนอมโนทัศน์เรื่องกายห้าระดับ และการสัมมนาเรื่องการเยียวยาสุขภาพในคัมภีร์พระพุทธศาสนาที่เชื่อมโยงกับแนวคิดอายุรเวทและหลักจริตหก ซึ่งก่อให้เกิดผลทั้งในระดับความเข้าใจและระดับการนำไปปฏิบัติ สะท้อนว่าการตีความทางภววิทยาทางศาสนาสามารถแปลงเป็นแนวปฏิบัติที่เสริมสร้างการพึ่งพาตนเองของผู้สูงวัยในสังคมไทยได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสาร มจร ปรัชญาปริทรรศน์
ข้อความในบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความ และข้อคิดเห็นนั้นไม่ถือว่าเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการวารสาร มจร ปรัชญาปริทรรศน์
เอกสารอ้างอิง
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.(2539). พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
ขนิษฐา กิจเจา และคณะ.(2558). การจัดสวัสดิการที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุในแต่ละช่วงวัย. รายงานวิจัย. สงขลา: สำนักนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์,กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์.
พิพัฒน์ สุยะ.(2566). วิธีวิทยาทางปรัชญา. กรุงเทพมหานคร: สยามปริทัศน์, 2566.
นฤมล จันทร์มา. (2564). รูปแบบการพัฒนาความสามารถในการดูแลคนเองของผู้สูงอายุในชุมชนม้งจังหวัดเพชรบูรณ์. รายงานการวิจัย. คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏ เพชรบูรณ์.
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี.(2565). แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ.2566-2570). สำนักนายกรัฐมนตรี.
สายธรรม วงศ์สถิตวิไลรุ่ง.(2540). “ความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติของผู้สูงอายุ ความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุ แรงสนับสนุนทางสังคมกับการปรับตัวของผู้ดูแลผู้สูงอายุ แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร”. วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย: จุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย.
Jayatilleke. (2000). Facets of Buddhist Thought. Kandy: Buddhist Publication Society, 2000.
Paul J. Griffiths.(2010). "Buddhism". A Companion to Philosophy of Religion. 2nd Edition, Edited by Charles Taliaferro, Paul Draper, and Philip L. Quinn. Oxford: Blackwell Publishing Ltd.