การมีส่วนร่วมระดมทรัพยากรทางการศึกษาของชุมชนในสถานศึกษาขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์เขต 2 ตามหลักสังคหวัตถุ 4
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการมีส่วนร่วมระดมทรัพยากรทางการศึกษาของชุมชนในสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 2) ศึกษาวิธีการมีส่วนร่วมระดมทรัพยากรทางการศึกษาของชุมชนในสถานศึกษาขนาดเล็กตามหลักสังคหวัตถุ 4 และ 3) ข้อเสนอเชิงนโยบายการมีส่วนร่วมระดมทรัพยากรทางการศึกษาของชุมชนในสถานศึกษาขนาดเล็กตามหลักสังคหวัตถุ 4 การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน การวิจัยเชิงปริมาณกำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของ Taro Yamane (1973) จากประชากรได้แก่ สถานศึกษาขนาดเล็ก 117 แห่ง ขนาดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 91 แห่ง ผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน รวม 273 คน การวิจัยเชิงคุณภาพใช้ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 7 คน ได้แก่ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้ทรงคุณวุฒิด้านหลักธรรม เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความถี่ ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณณา ผลการวิจัย พบว่า 1) ความต้องการจำเป็นของการมีส่วนร่วมระดมทรัพยากรทางการศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (PNI Modified = 0.59) โดยด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจมีค่าสูงสุด รองลงมา ได้แก่ การมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ การประเมินผล และการดำเนินการ ตามลำดับ 2) วิธีการมีส่วนร่วมตามหลักสังคหวัตถุ 4 ประกอบด้วยการเปิดโอกาสให้ชุมชนร่วมตัดสินใจ การสร้างแรงจูงใจและความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วม การสื่อสารและสะท้อนผล และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน โดยบูรณาการหลักทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตา และ 3) ข้อเสนอเชิงนโยบายสังเคราะห์เป็นโมเดลเชิงระบบ ประกอบด้วยปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลผลิต ผลลัพธ์ และข้อมูลย้อนกลับ โดยใช้หลักสังคหวัตถุ 4 เป็นกลไกส่งเสริมการร่วมตัดสินใจ ร่วมดำเนินการ และร่วมติดตามประเมินผล เพื่อนำข้อมูลมาปรับปรุงการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ผลการประเมินข้อเสนอเชิงนโยบายมีความสอดคล้องและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.78, S.D. = 0.42) แสดงว่าโมเดลมีความเหมาะสมและสามารถประยุกต์ใช้เป็นกรอบการพัฒนาได้อย่างเป็นระบบ
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
1. เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงพิมพ์กับวารสารวิจยวิชาการ ถือเป็นข้อคิดเห็น และความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ
2. บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิจยวิชาการ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิจยวิชาการ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่ง ส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อการกระทำการใด ๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากวารสารวิจยวิชาการก่อนเท่านั้น
เอกสารอ้างอิง
เบญจวรรณ เขียวเขิน. (2569). สังคหวัตถุ 4 หลักธรรมสู่การเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน. วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์, 8(1), 163–176. https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/4785/4557
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542. (2542, 19 สิงหาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 116 ตอนที่ 74 ก. หน้า 1-31.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560. (2560, 6 เมษายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 134 ตอนที่ 40 ก. หน้า 1-90.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2565). รายงานผลการดำเนินงานการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน. สพฐ.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2563). แนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา. สกศ.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2565). รายงานสภาวะการศึกษาไทย พ.ศ. 2565. สกศ.
สุวิมล ว่องวานิช. (2557). การวิจัยประเมินความต้องการจำเป็น. สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
OECD. (2020). Education policy outlook 2020: Shaping responsive and resilient education in a changing world. OECD Publishing.
UNESCO. (2021). Reimagining our futures together: A new social contract for education. UNESCO.
Witkin, B. R., & Altschuld, J. W. (1995). Planning and conducting needs assessments: A practical guide. Sage.
Yamane, T. (1973). Statistics: An introductory analysis (3rd ed.). Harper & Row.