การประเมินความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการตระหนักรู้ในตนเองของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบึงกาฬ

Main Article Content

กนิษฐารัช บุญธรรม
ธราเทพ เตมีรักษ์
วาโร เพ็งสวัสดิ์

บทคัดย่อ

          การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อประเมินความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการตระหนักรู้ในตนเองของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบึงกาฬ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบึงกาฬ จำนวน 70 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยด้านสภาพปัจจุบันมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.60-1.00 มีค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.26-0.84 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 และด้านสภาพที่เป็นจริงมีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.60-1.00 มีค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.26-0.93 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าดัชนี PNImodified 2) เพื่อศึกษาแนวทางในการพัฒนาการตระหนักรู้ในตนเองของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบึงกาฬ กลุ่มผู้ให้ ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามชนิดตอบสนองคู่ และสถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการตระหนักรู้ในตนเองของผู้บริหารสถานศึกษา โดยเรียงลำดับด้านที่ควรจะพัฒนาจากมากไปน้อย 3 อันดับแรก ได้แก่ การประเมินตนเองตามความเป็นจริง การตระหนักรู้ในอารมณ์ของตนเอง และความมั่นใจในตนเอง ตามลำดับ และแนวทางในการพัฒนาการตระหนักรู้ในตนเองของผู้บริหารสถานศึกษาตามหลัก OKRs มีทั้งหมด 3 ด้าน 24 แนวทาง

Article Details

ประเภทบทความ
Research Articles

เอกสารอ้างอิง

จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล. (2563, 31 สิงหาคม). องค์กรไม่ยั่งยืน เพราะขาดผู้นำการเปลี่ยนแปลง. หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์.

ณัฏธิยา บูรณะพงษ์. (2564). การตระหนักรู้ในตนเองและความไว้วางใจองค์การที่พยากรณ์พฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การของพนักงานมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐสายสนับสนุน. วิทยานิพนธ ศศ.ม. กรุงเทพฯ:มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเหล้าพระนครเหนือ.

ธนปกรณ์ เกตุวิเศษกูล. (2563). การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำที่แท้จริงที่มีประสิทธิผลต่อการบริหารสถานศึกษาเอกชน. วิทยานิพนธ์ กษ.ม. มหาสารคาม:มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ธีรศักดิ์ จิระตราชู และชาริณี ตรีวรัญญู. (2562). ผลการจัดการเรียนการสอนวรรณคดีและวรรณกรรม โดยใช้วงจรการสะท้อนคิดของกิบส์ที่มีต่อการตระหนักรู้ในตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษา ตอนปลาย. วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย. 11(2). 410–424

นภดล ร่มโพธิ์. (2561). พัฒนาองค์กรและชีวิตด้วยแนวคิดOKRs. นนทบุรี: เอ็นพี อินเทลลิเจนซ์

นภดล ร่มโพธิ์. (2561). OKRs กับการบริหารโรงเรียน. เข้าถึงได้จากhttp://storylog.co/category/knowledge 10 มกราคม 2567.

บุญชม ศรีสะอาด. และสุริทอง ศรีสะอาด. (2553). การวิจัยเบื้องต้น. (พิมพ์ครั้งที่ 8). กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น

ปรีดี ทุมเมฆ. (2560). การพัฒนาความตระหนักรู้ในคุณค่าของตนเองสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. วิทยานิพนธ์ ปร.มด มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม

ภัทราภรณ์ พวงเพชร. (2561). การปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบกลุ่มบูรณาการเพื่อพัฒนาการตระหนักรู้ในตนเองของนักเรียนวัยรุ่นที่มีพฤติกรรมเสี่ยง. วิทยานิพนธ วท.ม. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม.

ไพโรจน์ ญัตติอัครวงศ์. (2562). การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์กับผู้บริหารยุคใหม่. วารสารครุศาสตร์อุตสาหกรรม. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี. 7(2), 12-26

สุวิมล ว่องวาณิช. (2562). การวิจัยประเมินความต้องการจำเป็น. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วาโร เพ็งสวัสดิ์. (2551). วิธีวิทยาการวิจัย. กรุงเทพฯ: สุวีรัยาสาส์น.

Goleman, Danial. (1998). Working with Emotional Intelligence. New York : Bantam Books.

Luft, J., & Ingham, H. (1955). The Johari window, a graphic model of interpersonal awareness. Proceedings of the western training laboratory in group development University of California, Los angeles

Rogers, C. R. (1959). A theory of therapy, personality, and interpersonal relationships: As developed in the client-centered framework. McGraw-Hill