รูปแบบการสอนนาฏศิลป์ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 11
คำสำคัญ:
รูปแบบการสอน, นาฏศิลป์, หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาในการจัดการเรียนรู้วิชานาฏศิลป์ ด้านการจัด การเรียนรู้ตามสาระนาฏศิลป์ และด้านการวัดและประเมินผลนาฏศิลป์ ของครูสอนวิชานาฏศิลป์ ระดับชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 4-6 2) เพื่อศึกษาความต้องการในการพัฒนาการเรียนการสอนสาระนาฏศิลป์ของครูสอน และ 3) เพื่อนำเสนอรูปแบบการสอนนาฏศิลป์ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 ตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ ครูผู้สอนสาระนาฏศิลป์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 – 6 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 จำนวน 16 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบว่า
- สภาพการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนด้านการจัดการเรียนรู้สาระนาฏศิลป์ อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.22 ส่วนสภาพปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการวัดและประเมินผล พบว่า การสร้างเครื่องมือ และการวัดไม่ครอบคลุมด้านพุทธิพิสัย ด้านทักษะพิสัย และด้านจิตพิสัย
- เนื้อหาการเรียนรู้นาฏศิลป์ที่เป็นปัญหาในการจัดการเรียนรู้ ครูต้องการอบรมเพิ่มเติม อยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.74 โดยสิ่งที่ต้องการอบรมเพิ่มเติมคือ การแสดงนาฏศิลป์สร้างสรรค์ การสอนโครงงานทางนาฏศิลป์และการสอนนาฏศิลป์ด้วยเกม
- รูปแบบการสอนของครูผู้สอนที่ดีที่สุดคือ การสอนโดยการสาธิต รองลงมาคือ รูปแบบการสอนแบบ 4S แบบ CIPPA และแบบ Co 5 steps ตามลำดับ
เอกสารอ้างอิง
ชนัย วรรณะลี. (2539). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทัศนคติต่อหน่วยการเรียนการสอนของนักศึกษาวิทยาลัยนาฏศิลป์ (ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาการอุดมศึกษา). มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, กรุงเทพฯ.
Wanlee, C. (1996). A study of academic achievement and attitude towards teaching and learning units of the college of dramatic arts students (Master of Education thesis, program in Higher Education). Srinakharinwirot University Prasarnmit, Bangkok. [in Thai].
บุษกร พรหมหล้าวรรณ. (2549). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อการเรียนวิชานาฏศิลป์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการสอนโดยการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบ 4 MAT (ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาการอุดมศึกษา). มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, กรุงเทพฯ.
Phromlawan, B. (2006). A study of academic achievement and attitudes towards learning the dance arts of grade 6 students which was taught by organizing 4 MAT teaching activities. (Master of Education program in Higher Education). Srinakharinwirot University Prasarnmit, Bangkok. [in Thai].
พจน์มาลย์ สมรรคบุตร. (2538). แนวการคิดประดิษฐ์ท่ารำเซิ้ง. อุดรธานี: ภาควิชานาฏศิลป์ คณะมนุษยศาสตร์ สถาบันราชภัฏอุดรธานี.
Samakbut, P. (1995). The concept of Seing dancing invention. Udon Thani: Department of Dramatic Arts: Faculty of Humanities: Institution Rajabhat Udon Thani. [in Thai].
รจนา สุนทรานนท์. (2551). วิธีสอนและเทคนิคการสอนนาฏศิลป์ไทย. ปทุมธานี: ศูนย์ปฏิบัติการพิมพ์มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี.
Suntharanont, R. (2008). Teaching methods and Techniques in teaching thaidance. Pathum Thani: University Printing Laboratory Rajamangala University of Technology Than Yaburi. [in Thai].
เรณู โกศินานนท์. (2548). นาฏยศัพท์ภาษาท่านาฏศิลป์ไทย (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช.
Kosinanon, R. (2005). Traditional Thai dance technical terms (2nd ed.). Bangkok: Thai Watthana Panich. [in Thai].
ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2538). เทคนิคการวิจัยทางการศึกษา (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ: ภาควิชาวัดผลและการวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครนทรวิโรฒ ประสานมิตร.
Saiyot, L., & Saiyot, L. (1995). Educational Research Techniques (4th ed.). Bangkok: Department of Assessment and Educational research, Faculty of Education, Srinakharinwirot University Prasarnmit. [in Thai].
สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย มูลคำ. (2544). วิธีจัดการเรียนรู้: เพื่อพัฒนากระบวนการคิด (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพฯ: ภาพพิมพ์.
Munkham, S., & Munkham, O. (2001). Learning Management Methodology to Develop Thinking Process (5th ed). Bangkok: Pabpim. [in Thai].
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. (2543). ปฏิรูปการเรียนรู้ผู้เรียนสำคัญที่สุด. กรุงเทพฯ: คณะอนุกรรมการการปฏิรูปการเรียนรู้.
Office of the National Education Commission. (2000). Learning reform is the Child centered. Bangkok: Learning Reform Subcommittee. [in Thai].
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
1. บทความที่ตีพิมพ์ในวารสารนี้ได้มีการตรวจสอบการลอกเลียนงานวรรณกรรมแล้ว ไม่เกินร้อยละ 25
2. บทความที่ตีพิมพ์ในวารสารนี้เป็นข้อคิดเห็น ข้อค้นพบของผู้เขียนบทความ โดยผู้เขียนบทความต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลทางกฎหมายใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากบทความนั้น ๆ
3. บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิจัยและประเมินผลอุบลราชธานี ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิจัยและประเมินผลอุบลราชธานี หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากวารสารวิจัยและประเมินผลอุบลราชธานีก่อนเท่านั้น และจะต้องมีการอ้างอิงวารสารวิจัยและประเมินผลอุบลราชธานี ฉบับนั้น ๆ ด้วย