การพัฒนาโมเดลการเรียนรู้แบบบูรณาการระหว่างแนวคิด STAR STEMS และ Design Thinking เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดสร้างสรรค์และการแก้ปัญหาของนักศึกษาระดับอุดมศึกษา

ผู้แต่ง

  • ภัทริยา งามมุข วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

คำสำคัญ:

โมเดลการเรียนรู้แบบบูรณาการ, ทักษะการคิดสร้างสรรค์, ทักษะการแก้ปัญหา , STAR STEMS , แนวคิดการคิดเชิงออกแบบ

บทคัดย่อ

การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ช่องว่างระหว่างแนวคิด STAR STEMS และ Design Thinking เพื่อพัฒนาโมเดลการเรียนรู้แบบบูรณาการที่ผสมผสานจุดแข็งของทั้งสองแนวคิด เพื่อทดสอบประสิทธิผลของโมเดลที่พัฒนาขึ้น และเพื่อศึกษากระบวนการเรียนรู้ และทัศนคติของนักศึกษาต่อโมเดล ดำเนินการวิจัยแบบผสมวิธี โดยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ 15 คน สำหรับการวิเคราะห์ช่องว่างและตรวจสอบคุณภาพโมเดล และนักศึกษาระดับปริญญาตรี 120 คน สำหรับการทดสอบประสิทธิผลในระยะเวลา 12 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบทดสอบทักษะการคิดสร้างสรรค์ดัดแปลงจาก Torrance Tests of Creative Thinking แบบประเมินทักษะการแก้ปัญหาดัดแปลงจาก Problem Solving Inventory แบบสอบถามเจตคติและความมั่นใจ และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูล ด้วยสถิติเชิงพรรณนา t-test Effect Size ค่า IOC ค่า Fleiss' Kappa และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิเคราะห์ช่องว่าง พบว่า STAR STEMS มีจุดแข็งในด้านการเชื่อมโยงกับบริบทไทยและ ภูมิปัญญาสังคม ขณะที่ Design Thinking มีจุดแข็งในด้านการบูรณาการข้ามศาสตร์และกระบวนการคิดเชิงระบบ โมเดล iDiamonds ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 9 องค์ประกอบ ได้แก่ i-Integrated (การบูรณาการข้ามศาสตร์), D-Discover (การค้นพบ), I-Innovate (การสร้างสรรค์), A-Apply (การประยุกต์ใช้), M-Master (การพัฒนาความเชี่ยวชาญ), O-Optimize (การปรับปรุงต่อเนื่อง), N-Network (การสร้างเครือข่าย), D-Develop (การพัฒนาต่อยอด) และ S-Social Wisdom (ภูมิปัญญาสังคม) ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC = 0.77) ผลการทดสอบประสิทธิผลพบว่า โมเดล iDiamonds สามารถพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.2 (Cohen's d = 0.65 ระดับปานกลางถึงสูง) และทักษะการแก้ปัญหาเพิ่มขึ้นร้อยละ 18.9 (Cohen's d = 0.77 ระดับสูง) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) นอกจากนี้ยังพบการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในด้าน ความมั่นใจในการเรียนรู้อย่างโดดเด่น การบูรณาการข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพเผยให้เห็นกลไกการทำงานของโมเดลที่สำคัญ 6 กลไก รวมถึงการเกิด Positive Feedback Loop และบทบาทของภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็น Learning Catalyst ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการบูรณาการแนวคิดการศึกษาในบริบทไทย และเป็นต้นแบบสำคัญสำหรับการพัฒนาโมเดลการเรียนรู้ ที่เหมาะสมกับศตวรรษที่ 21

เอกสารอ้างอิง

จิตรลัดดา มะลัยทอง. (2564). การจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาร่วมกับการคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาสมรรถนะในการสร้างนวัตกรรม รายวิชาวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5. [วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต]. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี.

พัชรพร ศุภกิจ, และรัตนาพร หลวงแก้ว. (2564). การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด STAR STEMS: ประกายความหวังที่เจิดจรัส. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 19(2), 69-87.

ภัทริยา งามมุข. (2567). ความคิดเชิงออกแบบ: วิถีไทย STAR STEMS. วารสารวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์, 14(2), 280-292.

วงค์ณภา แก้วไกรษร, และนันทรัตน์ แก้วไกรษร. (2561). การพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์. มหาวิทยาลัยบูรพา.

Australian Council for Educational Research. (2019). Creative thinking assessment. ACER Press.

Bandura, A. (1997). Self-efficacy: The exercise of control. W.H. Freeman.

Creswell, J. W. (2013). Qualitative inquiry and research design: Choosing among five approaches (3rd ed.). SAGE Publications.

Deci, E. L., & Ryan, R. M. (2000). The "what" and "why" of goal pursuits: Human needs and the self-determination of behavior. Psychological Inquiry, 11(4), 227-268. https://doi.org/10.1207/S15327965PLI1104_01

d.school Stanford. (2023). Design thinking process. https://dschool.stanford.edu/

Fissore, C., Marchisio, M., & Rabellino, S. (2021). Secondary school students' creative thinking skills: A systematic review. Educational Research Review, 32, 100368. https://doi.org/10.1016/j.edurev.2020.100368

Gay, G. (2018). Culturally responsive teaching: Theory, research, and practice (3rd ed.). Teachers College Press.

Guilford, J. P. (1950). Creativity. American Psychologist, 5(9), 444-454. https://doi.org/10.1037/h0063487

Rogers, R. J. (2023). What is design thinking, and how can it be used in classroom teaching? Edutopia. https://www.edutopia.org/article/design-thinking-classroom

Trilling, B., & Fadel, C. (2009). 21st century skills: Learning for life in our times. Jossey-Bass.

Voogt, J., & Roblin, N. P. (2012). A comparative analysis of international frameworks for 21st century competences: Implications for national curriculum policies. Journal of Curriculum Studies, 44(3), 299-321. https://doi.org/10.1080/00220272.2012.668938

Yadav, A., Hong, H., & Stephenson, C. (2016). Computational thinking for all: Pedagogical approaches to embedding 21st century problem solving in K-12 classrooms. TechTrends, 60(6), 565-568. https://doi.org/10.1007/s11528-016-0087-7

Yang, K., Lin, Y. and Chen, L. (2023) Discovering Critical Factors in the Content of Crowdfunding Projects. Algorithms, 16, Article 51. https://doi.org/10.3390/a16010051

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

11-03-2026

รูปแบบการอ้างอิง

งามมุข ภ. (2026). การพัฒนาโมเดลการเรียนรู้แบบบูรณาการระหว่างแนวคิด STAR STEMS และ Design Thinking เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดสร้างสรรค์และการแก้ปัญหาของนักศึกษาระดับอุดมศึกษา. วารสารวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์, 16(1), 192–206. สืบค้น จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/var/article/view/290865

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย