การตีความชีวิตและความตายของผู้สูงอายุที่ทำงานหลังเกษียณ: การวิเคราะห์ผ่านพุทธปรัชญาและปรัชญาอสารัตถนิยม
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาชีวิตและความตายในมุมมองของผู้สูงอายุที่ยังทำงานหลังเกษียณ โดยใช้มโนทัศน์ทางปรัชญาเป็นกรอบในการวิเคราะห์และตีความ โดยเฉพาะแนวคิด อสารัตถนิยม (Non-essentialism) และพุทธปรัชญา ซึ่งเน้นหลักความไม่เที่ยง (อนิจจัง) และการหลุดพ้นจากการยึดติด ผู้วิจัยได้คัดเลือกผู้สูงอายุที่ยังทำงานหลังเกษียณในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล จำนวน 7 คน ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) และเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ควบคู่กับการค้นคว้าเอกสารที่เกี่ยวข้อง
ผลการศึกษาพบว่า:
ทัศนะการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุสะท้อนถึงการมองว่า การทำงานคือคุณค่าและความภูมิใจ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการหารายได้ แต่ยังเป็นการยืนยันตัวตน การสร้างความหมายในชีวิต และเป็นหนทางในการพึ่งพาตนเอง รวมถึงการไม่เป็นภาระต่อครอบครัว ทัศนะต่อความตายและโลกหน้าของผู้สูงอายุส่วนใหญ่แสดงออกถึงความสงบและการปล่อยวาง โดยมองว่าความตายเป็นเรื่องธรรมชาติและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ พวกเขาไม่ยึดติดหรือคาดหวังผลตอบแทน
ที่แน่นอนจากโลกหน้า แต่ให้ความสำคัญกับการทำความดีและสะสมบุญในชีวิตปัจจุบัน
การอภิปรายเชิงปรัชญา สรุปได้ว่า มุมมองเหล่านี้สอดคล้องกับปรัชญาอสารัตถนิยม (Non-essentialism) ที่เห็นว่าเป็นแนวคิดทางปรัชญาที่ปฏิเสธความเชื่อว่า สิ่งต่าง ๆ มีแก่นแท้ (essence) ที่ตายตัวและเปลี่ยนแปลงไม่ได้ กล่าวคือทุกอย่างลื่นไหล เปลี่ยนแปลงได้ และถูกสร้างขึ้นจากบริบททางสังคมละวัฒนธรรมของมนุษย์ และยังเป็นไปในทางเดียวกับหลักธรรมในพุทธปรัชญาอย่างชัดเจน โดยไม่วิตกกังวลกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ในอนาคต ทัศนะของผู้สูงอายุเหล่านี้จึงเป็นการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาอสารัตถนิยมและพุทธปรัชญาอย่างเป็นรูปธรรมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของชีวิตในช่วงบั้นปลาย
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงสาธารณสุข. (2564). การพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: กระทรวงสาธารณสุข.
กุสาวดี เมลืองนนท์ และคณะ. (2566). ระบบการดูแลระยะยาวแบบต่อเนื่องสำหรับผู้สูงอายุ: การทบทวนวรรณกรรมแบบกำหนดขอบเขต. วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ, 17(1), 149-162.
มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย. (2565). การเติบโตของประชากรสูงอายุในประเทศไทยและการตอบสนองในอนาคต. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย.
มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย. (2566). นโยบายและการจัดการที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย.
มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย และสถาบันวิจัยประชากรและสังคม. (2565). สถานการณ์ ผู้สูงอายุไทย พ.ศ. 2565. นครปฐม: มหาวิทยาลัยมหิดล.
ศูนย์วิจัยสังคมสูงวัย. (2563). การประเมินผลกระทบของสังคมสูงอายุในประเทศไทยต่อระบบสวัสดิการและการดูแลสุขภาพ. กรุงเทพฯ: ศูนย์วิจัยสังคมสูงวัย.
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.). (2563). การศึกษาผลกระทบของสังคมสูงอายุในประเทศไทย: ทิศทางและแนวทางการพัฒนา. กรุงเทพฯ: สกว.
สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2563). การคาดการณ์ประชากรไทย: 2020–2040. กรุงเทพฯ: สำนักงานสถิติแห่งชาติ.
Camus, A. (1942). The myth of Sisyphus. Gallimard.
Camus, A. (1991). The Myth of Sisyphus. Vintage Books. (Original work published 1942).
de Beauvoir, S. (1947). The ethics of ambiguity. Citadel Press.
Kellehear, A. (2007). The theory and practice of end of life care. Routledge.
Knodel, J., Prachuabmoh, V., & Chayovan, N. (2013). The changing well-being of Thai elderly: An update from the 2011 Survey of Older Persons in Thailand. Population Studies Center, University of Michigan.
Nietzsche, F. (1887). On the genealogy of morals. Oxford University Press.
Nietzsche, F. (1974). The Gay Science. Vintage Books. (Original work published 1882).
Pargament, K. I. (1997). The psychology of religion and coping: Theory, research, practice. Guilford Press.
Sartre, J. P. (1943). Being and nothingness. Gallimard.
Sartre, J.-P. (2007). Existentialism Is a Humanism. Yale University Press. (Original work published 1946).
World Health Organization. (2015). World report on ageing and health. WHO.
Yalom, I. D. (1980). Existential psychotherapy. Basic Books.