การประเมินความเข้าใจมโนมติวิทยาศาสตร์ของนักเรียนระดับประถมศึกษา โดยใช้การจัดการเรียนรู้สืบเสาะแบบเปิดร่วมกับเทคโนโลยีความจริงเสริม
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาผลการจัดการเรียนรู้สืบเสาะแบบเปิดร่วมกับเทคโนโลยีความจริงเสริมเพื่อพัฒนาความเข้าใจมโนมติวิทยาศาสตร์ เรื่อง การเปลี่ยนสถานะของสสาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงทดลองขั้นต้น รูปแบบการวิจัยแบบกลุ่มเดียวที่มีการทดสอบก่อนเรียนและหลัง โดยผู้เข้าร่วมศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายประถมศึกษา อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น จำนวน 39 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบจำเพาะเจาะจง (Purposive Sampling) ซึ่งนักเรียนทั้งหมดไม่เคยมีประสบการณ์ในการใช้แอปพลิเคชัน AR เพื่อการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มาก่อน ผู้วิจัยได้พัฒนาแอปพลิเคชัน AR บนอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อส่งเสริมความเข้าใจในมโนทัศน์เรื่องการเปลี่ยนสถานะของสสาร เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบวัดความเข้าใจมโนมติวิทยาศาสตร์ แบบคำถามปลายเปิด 1 ข้อ ที่ครอบคลุมกระบวนการ 6 ขั้นตอนเกี่ยวกับการเปลี่ยนสถานะของสสาร มีเกณฑ์การให้ระดับความเข้าใจมโนมติ 5 ระดับ ซึ่งมีการวิเคราะห์โดยการตีความจากภาพวาดและการเขียนบรรยาย ผลการวิจัยพบว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้สืบเสาะแบบเปิดร่วมกับเทคโนโลยีความจริงเสริมก่อนเรียนและหลังเรียน มีระดับความเข้าใจมโนมติวิทยาศาสตร์ เรื่อง การเปลี่ยนสถานะของสสาร มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ความเชื่อมั่น 0.05
คำสำคัญ: เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริมบนอุปกรณ์เคลื่อนที่, ความเข้าใจมโนมติวิทยาศาสตร์, การเปลี่ยนสถานะของสสาร, นักเรียนชั้นประถมศึกษา
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
กฤษดา สงวนสิน. (2549). แนวคิดเกี่ยวกับสถานะของนักเรียนระดับชั้น ประถมศึกษาตอนปลาย. ปริญญาศิลปะศาสตร์มหาบัณฑิต (ศึกษาศาสตร์-การสอน). กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
จิราภรณ์ กุลพิมล และ วาสนา กีรติจำเริญ. (2561). การเปรียบเทียบมโนมติ เรื่อง ของแข็ง ของเหลว แก๊ส ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จากการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานกับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ. วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์, 35(2), 50-65.
ชนะพงศ์ คำทา. (2560). การพัฒนาความเข้าใจมโนมติทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบ Predict-Discuss-Explain-Observe-Discuss-Explain (PDEODE). วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
นิกร สีกวนชา. (2556). การศึกษามโนมติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง สารและการจำแนก. วารสารวิจัย มข. มส. (บศ.), 1(3), 1-9.
ปัฐมาภรณ์ พิมพ์ทอง & นฤมล ยุตาคม. (2548). แนวคิดเรื่องสารของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6. วิทยาสารเกษตร์ศาสตร์ (สาขาสังคมศาสตร์), 26(2), 146-154.
สถาบันสงเสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี (สสวท). (2551). การวัดผลประเมินผลเพื่อเอกสารเพื่อพัฒนาวิชาชีพครู สําหรับครูวิทยาศาสตร.กรุงเทพฯ: คุรุสภาลาดพราว.
สุดารัตน์ ดวงเงิน และ นิวัฒน์ ศรีสวัสดิ์. (2554). ผลของปฏิบัติการทดลองวิทยาศาสตร์สืบเสาะแบบเปิดที่มีต่อความสามารถ ในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สมบัติและปฏิกิริยา ของสารละลายกรดเบส สำาหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นปีที่ 1. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 87-97.
สุพัตรา พรหมฤทธิ์. (2562). ความเข้าใจมโนมติทางวิทยาศาสตร์ เรื่องการไทเทรต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสร้างแบบจำลอง-สังเกต-สะท้อนความคิด-อธิบาย ร่วมกับการอธิบายปรากฏการณ์ทางเคมีสามระดับ. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ.
A Nuryanti et al. (2019). Junior high school students’ scientific literacy on earth science concept. conference proceedings: International Conference on Mathematics and Science Education (ICMScE 2018). / https://iopscience.iop.org/article/10.1088/1742-6596/1157/2/022044/pdf.
Attapon Ploymeekha. (2020). Effects Of Hewson & Hewson Conceptual Change Strategies Through 7e Learning Cycle on Conceptual Understanding In The Topic Of Chemical Equilibrium Of Upper Secondary School Students, https://irithesis.swu.ac.th/items/f450391e-4220-42a0-995f-a0bbd05940c9
Barrutia et al. (2021). Primary and Secondary Students’ Understanding of the Rainfall Phenomenon and Related Water Systems: a Comparative Study of Two Methodological Approaches. Research in Science Education, 51(Suppl 2), S823-S844.
Buck, L. B., Bretz, S. L. & Towns, M. H. (2008). Characterizing the Level of Inquiry in the
Undergraduate Laboratory. Journal of College Science Teaching, 38(1), 52-58.
Irwanto Irwanto, Roswina Dianawati, & Isna Rezkia Lukman. (2022). Trends of Augmented Reality Applications in Science Education: A Systematic Review from 2007 to 2022. International Journal of Emerging Technologies in Learning (iJET), 17(13), 157-175.
National Research Council. (2012). A Framework for K-12 Science Education: Practices, Crosscutting Concepts, and Core Ideas. Washington, DC: The National Academies Press.
Niwat Srisawasdi & Patcharin Panjaburee. (2019). Implementation of Game-transformed Inquiry-based Learning to Promote the Understanding of and Motivation to Learn Chemistry. Journal of Science Education and Technology, 28, 152-164.
Ozkan Yilmaz. (2021). Augmented Reality in Science Education: An Application in Higher Education. International Journal of Education, 9(3). 136-148.
Ozmen, H. (2011). Turkish Primary Students’ Conceptions about the Particulate Nature of Matter. International Journal of Environmental and Science Education, 6(1), 99 – 121.