การพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในโดยกระบวนการโรงเรียนชุมชนแห่งการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู : กรณีศึกษาโรงเรียนวัดหนองตะครอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2

ผู้แต่ง

  • แสงเดือน ม่วงทอง โรงเรียนวัดหนองตะครอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2

คำสำคัญ:

รูปแบบการนิเทศภายใน, โรงเรียนชุมชนแห่งการเรียนรู้, การจัดการเรียนรู้เชิงรุก

บทคัดย่อ

             การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการพัฒนารูปแบบ 2) พัฒนาและตรวจสอบรูปแบบ 3) ทดลองใช้รูปแบบ และ 4) ประเมินประสิทธิผลของการพัฒนารูปแบบฯ เป็นการวิจัยและพัฒนา (R&D) วิธีดำเนินการวิจัยมี 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานโดยการวิเคราะห์เนื้อหา สนทนากลุ่ม และสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้อง 2) พัฒนาและตรวจสอบรูปแบบโดยการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ 11 คน และทดลองนำร่องกับครู 6 คน 3) ทดลองใช้รูปแบบ 2 วงรอบกับครู 14 คน ในปีการศึกษา 2567 และ 4) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบด้านความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ สถิติที่ใช้ได้แก่ การหาดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์ (IOC) ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha – Coefficient) วิธีการของครอนบาค (Cronbach) การหาค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (equation) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)
           ผลการวิจัยพบว่า
          1) การนิเทศภายในโดยกระบวนการโรงเรียนชุมชนแห่งการเรียนรู้ต้องดำเนินการบนพื้นฐานของการแสดงวิสัยทัศน์ร่วมกัน การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ ระบบชี้แนะและระบบพี่เลี้ยง การศึกษาชั้นเรียน และการเปิดชั้นเรียน เนื่องจากครูยังขาดความรู้ความเข้าใจในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกและการสนับสนุนที่เพียงพอ 2) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมี 7 องค์ประกอบได้แก่ (1) หลักการ (2) วัตถุประสงค์ (3) เนื้อหาและขอบข่าย (4) กระบวนการ (5) การประเมินผลและสะท้อนผล (6) เงื่อนไขความสำเร็จ และ (7) การใช้เทคโนโลยี และกระบวนการของรูปแบบมี 5 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การแสดงวิสัยทัศน์ร่วมกัน (2) ร่วมมือรวมพลังสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ (3) ระบบชี้แนะและระบบพี่เลี้ยง (4) การศึกษาชั้นเรียน และ (5) การเปิดชั้นเรียน  ผลการตรวจสอบความเหมาะสมโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่ารูปแบบมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (equation = 4.89, S.D. = 0.21) 3) คู่มือการใช้มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (equation= 4.91, S.D.=0.18) ผลการใช้รูปแบบพบว่าครูมีความสามารถในการออกแบบและปฏิบัติการจัดการเรียนรู้เชิงรุกอยู่ในระดับดีเยี่ยม (equation = 4.60, S.D. = 0.53) และมีความสามารถปฏิบัติการจัดการเรียนรู้เชิงรุกและการจัดบรรยากาศในชั้นเรียนในระดับดีเยี่ยม (equation= 4.78, S.D = 0.35)  4) ผลการประเมินโดยครูพบว่ารูปแบบมีความเป็นประโยชน์ ความเป็นไปได้ และความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (equation = 4.78, S.D. = 0.37) รูปแบบนี้จึงเป็นแนวทางสำคัญสำหรับการพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในโรงเรียนอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงศึกษาธิการ. (2563). นโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563. กรุงเทพมหานคร: กระทรวงศึกษาธิการ.

จุไรรัตน์ สุดรุ่ง. (2559). การนิเทศภายในโรงเรียน. สาขาวิชานิเทศการศึกษา ภาควิชานโยบายการจัดการและความเป็นผู้นำทางการศึกษา คณะครุศาสตร์: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ฐาปนา จ้อยเจริญ. (2563). การพัฒนารูปแบบการนิเทศตามแนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพร่วมกับการพัฒนาบทเรียนร่วมกันเพื่อส่งเสริมความสามารถในการจัดการเรียนรู้ร่วมกันเชิงรุกของนักศึกษาครูวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏ. (การศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาบริหารการศึกษา). บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

นิพา ตรีเสถียรไพศาล. (2560). รูปแบบการนิเทศการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน: กรณีศึกษาโรงเรียนปทุมคงคา. (ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา). บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยบูรพา.

บรรดิษฐ์ ม่วงอ่อง. (2562). การประเมินโครงการสถานศึกษาสีขาวปลอดยาเสพติดและอบายมุข โรงเรียนบ้านกกจั่น. (ปริญญานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา). บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี.

โรงเรียนวัดหนองตะครอง. (2565). แผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา. บุรีรัมย์: โรงเรียนวัดหนองตะครอง.

ระย้า คงขาว. (2566). รูปแบบการนิเทศที่การส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning). เอกสารประกอบการอบรม. สุโขทัย: สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสุโขทัย.

วาสนา บุญมาก. (2561). การพัฒนารูปแบบการนิเทศแบบบูรณาการเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู. (ปริญญานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา). บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยนเรศวร.

วิจารณ์ พานิช. (2566). โรงเรียนเป็นชุมชนเรียนรู้ (School as Learning Community). กรุงเทพมหานคร: มูลนิธิสยามกัมมาจล.

สุไม บิลไบ. (2564). การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบบูรณาการโดยใช้การวิจัยและชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการวิจัยของนักศึกษาวิชาชีพครู. วารสารอิเล็กทรอนิกส์การเรียนรู้ทางไกลเชิงนวัตกรรม, 11(1), 38–51.

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2560). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2579. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ.

อนงค์นาถ เคนโพธิ์. (2562). การพัฒนารูปแบบการนิเทศเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนประถมศึกษา. (การศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารและพัฒนาการศึกษา). บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.

อรไท แสงลุน. (2563). การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโดยใช้การศึกษาชั้นเรียนผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ. (การศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา). บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยนเรศวร.

DuFour, R., & Eaker, R. (2008). Revisiting professional learning communities at Work: New insights for improving schools. Solution Tree Press.

Glickman, C. D., Gordon, S. P., & Ross-Gordon, J. M. (2001). Supervision and instructional leadership. 6th ed. A developmental approach. Allyn and Bacon.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-04-29

รูปแบบการอ้างอิง

ม่วงทอง แ. (2026). การพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในโดยกระบวนการโรงเรียนชุมชนแห่งการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู : กรณีศึกษาโรงเรียนวัดหนองตะครอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2. วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์, 11(1), 300–313. สืบค้น จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ambj/article/view/288755

ฉบับ

ประเภทบทความ

Research Articles