การศึกษาบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของครูในโรงเรียน 2) ศึกษาบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของครูในโรงเรียน และ 3) เปรียบเทียบระดับบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 จำแนกตามประสบการณ์การปฏิบัติหน้าที่ผู้บริหารโรงเรียน และขนาดโรงเรียน ระเบียบวิธีการวิจัยแบบผสมผสานวิธี โดยใช้แบบแผนสํารวจบุกเบิก ซึ่งแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษาองค์ประกอบบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของครูในโรงเรียน และระยะที่ 2 การศึกษาและเปรียบเทียบระดับบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของครูในโรงเรียน ประชากรเป็นผู้บริหารโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 จำนวน 198 คน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักเป็นผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 198 คน และครูผู้สอนที่ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ จำนวน 639 คน รวมทั้งสิ้น 837 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย
แบบสัมภาษณ์ และแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน และวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า
1. องค์ประกอบบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของครูในโรงเรียน ประกอบด้วย 7 ด้าน คือ บทบาทด้านการวางแผน บทบาทด้านการสร้างขวัญและกำลังใจ บทบาทด้านการบริหารงานแบบมีส่วนร่วม บทบาทด้านการส่งเสริมพัฒนาครูและบุคลากร บทบาทด้านผู้นำทางวิชาการ บทบาทด้านภาวะผู้นำร่วม และบทบาทด้านการสะท้อนคิด
2. ระดับบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน
3. การเปรียบเทียบระดับบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 ดังต่อไปนี้
3.1 ผู้บริหารที่มีประสบการณ์การปฏิบัติหน้าที่ผู้บริหารโรงเรียนต่างกัน มีระดับบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของครูในโรงเรียน ต่างกัน
3.2 ผู้บริหารที่สังกัดโรงเรียนขนาดต่างกัน มีระดับบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของครูในโรงเรียน ต่างกัน
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ข้อกำหนดเบื้องต้นที่ผู้นิพนธ์(ผู้ส่งบทความ) ควรทราบ
1. ผู้นิพนธ์ที่ประสงค์จะลงตีพิมพ์บทความกับวารสาร ตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 เป็นต้นไป ให้ใช้รูปแบบใหม่ (Template 2563) โดยสามารถดูตัวอย่างได้ที่เมนู GUIDELINES
2. จะตีพิมพ์และเผยแพร่ได้ ต้องผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review)
3. การประเมินบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) เป็นแบบ Double Blind
4. การอ้างอิงบทความใช้หลักเกณฑ์ APA (American Psychological Association) คลิก
5. บทความถูกปฏิเสธการตีพิมพ์ ไม่ผ่านการประเมิน ผู้นิพนธ์ขอยกเลิกเองหรือชำระเงินก่อนได้รับการอนุมัติ ทางวารสารไม่มีนโยบายการคืนเงิน
เอกสารอ้างอิง
ดวงกมล กิ่งจําปา. (2555). บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมงานเทคโนโลยีทาง การศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปทุมธานี เขต 2. (วิทยานิพนธ์ปริญญา มหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี.
ประทวน บุญรักษา. (2555). บทบาทหน้าที่ของผู้บริหารและการเป็นผู้บริหารมืออาชีพ. แหล่งที่มา
https://www.academia.edu/ สืบค้นเมื่อ 9 ต.ค. 2563.
มนตรี แย้มกสิกร. (2559). ชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพ : ความท้าทายต่อการเปลี่ยนแปลงตนเองของครูเอกสารประกอบการประชุมวิชาการคุรุสภา ประจำปี 2559.
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3. (2564). ผลการบริหารและการจัดการของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 ปีการศึกษา 2564.
สำนักพัฒนาครูและบุคลากรการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2560). คู่มือการอบรมคณะกรรมการขับเคลื่อน
กระบวนการ PLC (Professional Learning Community) “ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ” สู่สถานศึกษา
ระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา. กรุงเทพฯ : สำนักพัฒนาครูและบุคลากรการศึกษาขั้นพื้นฐาน.
Giles, C. and Hargreaves, A. (2006). The Sustainability of Innovative Schools as Learning Organizations
and Professional Learning Communities During Standardized Reform. Educational Administration Quarterly. Vol. 42, No.1 (February 2006): 124-156.