ปัญหาการใช้ภาษาอังกฤษของพระภิกษุและสามเณรในการสื่อสารกับชาวต่างชาติใน วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร

Main Article Content

จุมพต อ่อนทรวง
สุภาวดี ด้วงบ้านยาง
ณัฏยาณี บุญทองคำ

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาการใช้ภาษาอังกฤษของพระภิกษุและสามเณร 2) ออกแบบกิจกรรมเสริมทักษะภาษาอังกฤษ และ 3) ประเมินประสิทธิผลการใช้ภาษาอังกฤษของพระภิกษุและสามเณร วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) โดยเรียงลำดับเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างคือ พระภิกษุและสามเณร ชั้นปีที่ 1-4 วิทยาลัยสงฆ์พุทธชินราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 20 รูป ตัวแปรอิสระ ได้แก่ สภาพแวดล้อมการจัดการเรียนการสอน การสื่อสารภาษาอังกฤษ และอัตลักษณ์การท่องเที่ยววิถีพุทธในจังหวัดพิษณุโลก ตัวแปรตาม คือ การพัฒนารูปแบบกิจกรรมการเที่ยวชมและให้ข้อมูลวัด เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ กระบวนการอบรมและคู่มือการใช้ภาษาอังกฤษ มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะการพูดเพื่อสื่อสารกับนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัญหาในเบื้องต้นพระภิกษุและสามเณรขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่ออธิบายคำศัพท์ทางพระพุทธศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และสถานที่สำคัญภายในวัด 2) การออกแบบกิจกรรม การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมโดยใช้กิจกรรมเสริมทักษะช่วยแก้ปัญหาด้านความมั่นใจในการสื่อสารกับชาวต่างชาติที่เคยขาดหายไปได้ 3) ประสิทธิผล ก่อนการทดลอง กลุ่มเป้าหมายมีความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอยู่ในระดับน้อย แต่หลังจากการจัดกิจกรรมและการฝึกอบรมตามรูปแบบเอกสารชุดการเรียนรู้ร่วมกับการ ลงภาค สนาม พบว่า พระภิกษุและสามเณรมีความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติในระดับดีมาก และผ่านการทดสอบตามกรอบมาตรฐาน CEFR ในระดับ A2 เกิดการพัฒนาการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพและส่งผลต่อภาพลักษณ์ที่ดีในการท่องเที่ยววิถีพุทธ ของจังหวัดพิษณุโลก

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
อ่อนทรวง จ. ., ด้วงบ้านยาง ส. ., & บุญทองคำ ณ. . (2026). ปัญหาการใช้ภาษาอังกฤษของพระภิกษุและสามเณรในการสื่อสารกับชาวต่างชาติใน วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร. วารสารวิจยวิชาการ, 9(4), 173–195. สืบค้น จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/289672
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กฤษณะ ดาราเรือง. (2568). แนวทางการหนุนเสริมอัตลักษณ์วัฒนธรรมเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในเขตเมืองปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์. วารสารวิจยวิชาการ, 8(6), 276-289.

กิตติศักดิ์ กลิ่นหมื่นไวย. (2561). การศึกษาศักยภาพและสร้างรูปแบบเส้นทางการท่องเที่ยวชุมชนและมัคคุเทศก์ท้องถิ่น การท่องเที่ยวชุมชนเทศบาลตำบลนาครัว อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยธนบุรี, 12(28), 85–97.

จรินทร์ ฟักประไพ และณัฏฐพงษ์ ฉายแสงประทีป. (2564). ความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มาเยือน สวนสัตว์ขอนแก่น. ว.มทรส (มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์), 6(1), 50-63.

ญาณิฐา ราชคม และณัฐวุฒิ ยอดใจ. (2568). แนวทางการพัฒนาสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียนโดยใช้ผลการปฏิบัติการสอนเป็นฐานร่วมกับชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพสำหรับครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน. วารสารวิจยวิชาการ, 8(5), 185–198.

พรณรงค์ สิงห์สำราญ, ยุวดี ชูจิตต์, ดารินี ภู่ทอง และอมรรัตน์ ประวัติรุ่งเรือง. (2567). ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพูดภาษาอังกฤษของนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ. วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง, 13(1), 196-210.

ลักษณ์พร เข้มข้น และจิติมา วรรณศรี. (2564). รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะของครูภาษา อังกฤษในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. วารสารศึกษาศาสตร์, 23(4), 298-309.

วัชรินทร์ อนันตพงศ์ และรวีวรรณ โปรยรุ่งโรจน์. (2563). แนวทางการปรับตัวของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินในการทำงานร่วมกับสายการบินต่างชาติ. วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, 10(3), 15-21.

วิชัย วงษ์ใหญ่. (2562). การพัฒนาทักษะสร้างสรรค์นวัตกรรม. กรุงเทพฯ : ศูนย์ผู้นำพัฒนา นวัตกรรมหลักสูตรและการเรียนรู้.

สิริพงศ์ พรมมา. (2560). การพัฒนาความสามารถการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของ นักเรียน การศึกษานอกระบบ กองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช โดยการเรียนรู้แบบ สตอรี่ไลน์. (วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาภาษาศาสตร์ประยุกต์การสอนภาษาอังกฤษ). บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม.

Wiggins Grant and McTigheJay. (1998). Understanding by design. Prentice Hall, Inc. Tyler, R. W. (1949). Basic principles of curriculum and instruction. Chicago : University of Chicago Press.

Yunita Hidayati. (2019). The Effect Of Storytelling Towards Students’ Speaking Skill At X Grade Students Of Ma Nurul Haramain Boarding School. JOLLT Journal of Languages and Language Teaching, 7(2), 132-143.