การพัฒนาสมรรถนะการสื่อสารและสมรรถนะการเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การจัดการเรียนรู้ปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับสถานการณ์จำลอง

Main Article Content

นิชนันท์ พนมเขต
ดนิตา ดวงวิไล

บทคัดย่อ

บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาสมรรถนะการสื่อสาร และ 2) พัฒนาสมรรถนะการเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยกำหนดเป้าหมายให้ผู้เรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 มีระดับสมรรถนะตั้งแต่ระดับ “สามารถ” ขึ้นไป วิธีการดำเนินการวิจัย เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านกงพาน จังหวัดอุดรธานี จำนวน 8 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับสถานการณ์จำลอง จำนวน 12 แผนแบบวัดสมรรถนะ แบบสังเกตพฤติกรรม และแบบบันทึกหลังการจัดกิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และร้อยละ ผลการศึกษา พบว่า 1) ผลการพัฒนาสมรรถนะการสื่อสาร หลังสิ้นสุดกิจกรรมการเรียนรู้ พบว่านักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 35.63 (S.D. = 2.45) คิดเป็นร้อยละ 79.17 โดยมีนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ระดับความสามารถขึ้นไป จำนวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 75.00 และข้อ 2) ผลการพัฒนาสมรรถนะการเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง ผู้เรียนมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 25.88 (S.D. = 0.93) คิดเป็นร้อยละ86.25 มีนักเรียนจำนวน 7 คนที่ผ่านเกณฑ์ระดับสามารถขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 87.50 แม้ผลสัมฤทธิ์ในภาพรวมจะมีแนวโน้มการพัฒนาในระดับที่ดี แต่จำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ขั้นสูงยังไม่บรรลุเป้าหมายร้อยละ 80 ตามที่ตั้งไว้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงประเด็นที่ต้องพัฒนาเพิ่มเติมในด้านความมั่นใจและการฝึกทักษะการสื่อสารเฉพาะบุคคลต่อไป

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
พนมเขต น., & ดวงวิไล ด. (2026). การพัฒนาสมรรถนะการสื่อสารและสมรรถนะการเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การจัดการเรียนรู้ปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับสถานการณ์จำลอง. วารสารวิจยวิชาการ, 9(5), 363–375. สืบค้น จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/290478
ประเภทบทความ
บทความวิจัย
ประวัติผู้แต่ง

ดนิตา ดวงวิไล, มหาวิทยาลัยขอนแก่น

รองศาสตราจารย์ ดร.ดนิตา ดวงวิไล
ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายพัฒนาวิชาชีพและบริการวิชาการ
รองศาสตราจารย์ประจำสาขาวิชาหลักสูตรและการสอน กลุ่มวิชาเฉพาะการสอนภาษาไทย
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงศึกษาธิการ. (2562). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562. กระทรวงศึกษาธิการ.

เรวณี ชัยเชาวรัตน์. (2564). Phenomenon Based Learning: การเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน. https://thepotential.org/knowledge/ phenomenon-based-learning/

วัชราภรณ์ อนันต์. (2560). ความเป็นภาษาพูดและวัจนกรรมที่ใช้ในการโน้มน้าวใจในหนังสือประเภทพัฒนาตนเอง: การวิเคราะห์ในมิติด้านเพศ. [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์].

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2559). แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 พ.ศ. 2560-2564. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา

สำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ. (2561). ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561 – 2580. สำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ.

สุรพงษ์ คงสัตย์ และธีรชาติ ธรรมวงค์. (2551). การหาค่าความเที่ยงตรงของแบบสอบถาม (IOC). https://www.mcu.ac.th/article/detail/14329.

Chan, C. K. (2011) Students' views of collaboration and online participation in Knowledge Forum. Computers & Education, 57(1), 1445-1457.

Daehler, K., & Folsom, J. (2016). Making Sense of SCIENCE: Phenomena-Based Learning. Journal of Education Studies, 46(2), 348–65.

Dweck, C. (2006). Who will the 21st-century learners be?. Knowledge Quest, 38(2), 8-10.

Gaba, D. M. (2004). The future vision of simulation in health care. BMJ quality & safety, 13(1), 12-30.

Likert, Rensis A. (1961). New Patterns of Management. McGraw-Hill Book Company Inc.

Torney-Purta, J., Lehmann, R., Oswald, H., & Schulz, W. (2001). Citizenship and education in twenty-eight countries: Civic knowledge and engagement at age fourteen. International Association for the Evaluation of Educational Achievement.

Vygotsky, L. S. (1978). Mind in Society: The Development of Higher Psychological Processes. Harvard University Press.

Westheimer, J., and Kahne, J. (2004). What kind of citizen? The politics of educating for democracy. American educational research journal, 41(2), 237-269.