การวิเคราะห์บริบทแวดล้อมที่มีความสัมพันธ์ต่อการวินิจฉัยความผิดฐานดูหมิ่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393: ศึกษาจากคำพิพากษาศาลฎีกา
คำสำคัญ:
การวินิจฉัยคดี, ดูหมิ่น, บริบทบทคัดย่อ
ในยุคที่สังคมเปิดกว้างด้านเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทำให้การกระทำความผิดฐานดูหมิ่นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 393 ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น การตระหนักรู้ถึงบริบทแวดล้อมอันเป็นปัจจัยส่งเสริมให้การกระทำเข้าข่ายความผิดฐานดูหมิ่นจึงมีความสำคัญต่อการปฏิบัติงานของนักกฎหมายและประชาชนผู้อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมาย แต่ทว่ายังไม่ปรากฏการศึกษาอิทธิพลของบริบทแวดล้อมที่ส่งผลต่อการวินิจฉัยความผิดฐานดูหมิ่นอย่างรอบด้านและเป็นระบบ การวิจัยเชิงคุณภาพฉบับนี้จึงมีวัตถุประสงค์หลัก
ในการศึกษาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างบริบทกับองค์ประกอบทางกฎหมาย และจัดทำแนวทางสำหรับ
การพิจารณาความผิดฐานดูหมิ่นที่คำนึงถึงบริบทสำคัญ โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหาจากคำพิพากษาศาลฎีกาจำนวน 65 คดีที่มีประเด็นวินิจฉัยเกี่ยวกับความผิดฐานดูหมิ่นตามมาตรา 393 ร่วมกับกรอบแนวคิด
ทางกฎหมายอาญา ผลการศึกษาพบว่า ศาลมิได้วินิจฉัยโดยพิจารณาเฉพาะความหมายของถ้อยคำ แต่คำนึงถึงบริบทแวดล้อมที่เกี่ยวข้องด้วย โดยสามารถจำแนกบริบทที่มีอิทธิพลต่อการวินิจฉัยได้ 8 ประการ ได้แก่ ความหมายของถ้อยคำ ความรุนแรงของภาษา วิธีการเผยแพร่ ระยะห่างระหว่างคู่กรณี การโต้ตอบระหว่างคู่กรณี สถานะของผู้เสียหาย ความเสียหายต่อชื่อเสียง และเจตนาของผู้กล่าว ศาลมีแนวโน้มให้ความสำคัญสูงสุด
กับความหมายของถ้อยคำและเจตนาของผู้กล่าว รองลงมาคือ สถานะผู้เสียหาย วิธีการเผยแพร่ ความรุนแรง
ของภาษา และความเสียหายต่อชื่อเสียง ส่วนการโต้ตอบระหว่างคู่กรณีและระยะห่างระหว่างคู่กรณีมีบทบาทหักล้างทำให้การกระทำไม่เป็นความผิดในบางกรณี ผลการศึกษานี้นำไปสู่การจัดทำแนวทางเบื้องต้นสำหรับการพิจารณาความผิดฐานดูหมิ่นตามมาตรา 393 ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ที่สังเคราะห์จากคำพิพากษาศาลฎีกา สามารถประยุกต์ใช้เป็นประโยชน์ต่อการวินิจฉัยคดีและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมที่เข้าข่าย
การดูหมิ่นให้แก่ประชาชน
เอกสารอ้างอิง
ประชาชาติธุรกิจ. (2564, 22 กรกฎาคม). “มิลลิ” เสียค่าปรับ 2 พัน ดูหมิ่นด้วยการโฆษณา ยันใช้คำธรรมดา. สืบค้นเมื่อ 14 มีนาคม 2568, จาก https://www.prachachat.net/general/news-721004
Mijatović, D. (2017). Defamation and insult laws in the OSCE region. Organization for Cooperation and Security Europe.
Clooney, A., & Webb, P. (2018). The right to insult in international law. Columbia Human Rights Law Review, 48(2), 1-55.
เฉลิมชัยศรี เพ็ญตระกูลชัย. (2552). การคุ้มครองเกียรติ: ศึกษาคุณธรรมทางกฎหมายในความผิดฐานดูหมิ่นเปรียบเทียบความผิดฐานหมิ่นประมาท (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์.
ชุติกาญจน์ ศรีณัฐกุล. (2549). การดูหมิ่นบุคคลซึ่งอยู่ห่างโดยระยะทาง (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์.
ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ และรณกรณ์ บุญมี. (2568). คำอธิบายกฎหมายอาญา ภาคความผิดและลหุโทษ (พิมพ์ครั้งที่ 21). กรุงเทพฯ: วิญญูชน.
สุพิศ ปราณีตพลกรัง. (2567). คดีหมิ่นประมาท-ดูหมิ่น (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: นิติธรรม.
สหรัฐ กิติ ศุภการ. (2566). หลักและคำพิพากษา กฎหมายอาญา (พิมพ์ครั้งที่ 13). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์เดือนตุลา.
คณพล จันทร์หอม. (2568). คำอธิบายกฎหมายอาญาภาคความผิด เล่ม 3 (พิมพ์ครั้งที่ 9). กรุงเทพฯ: วิญญูชน.
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์. (2567). กฎหมายอาญาพิสดาร เล่ม 2 (ฉบับปรับปรุงใหม่ ปี 2567). กรุงเทพฯ: หจก.แสงจันทร์การพิมพ์.
สมบูรณ์ พจน์ประสาท. (2563). วัจนปฏิบัติศาสตร์เบื้องต้น. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์เดือนตุลา.
วิภากร วงศ์ไทย. (2567). การวิเคราะห์การสนทนาตามแนวของวัจนปฏิบัติศาสตร์. วารสารมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 14(1), 17-31.
สุรัสวดี แสนสุข และพลสิทธิ์ จิระสันติมโน. (2560). ข้อสังเกตเบื้องต้นเกี่ยวกับหมิ่นประมาทและดูหมิ่นในกฎหมายอาญา. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, 8, 68-94.
ราชบัณฑิตยสถาน. (2554). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554.
ภาวิณี คุ้นสงคราม. (2550). ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า: ศึกษากรณีดูหมิ่นทางโทรศัพท์. วารสารรัชต์ภาคย์, 18(61), 516-528.
ภูภณัช รัตนชัย. (2559). การตีความกฎหมายอาญา: คดีดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าโดยการใช้โทรศัพท์. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี, 8(3), 125-153.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ และคณาจารย์ท่านอื่นๆในมหาวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว