กลยุทธ์การจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมตามหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ในจังหวัดเลย
คำสำคัญ:
กลยุทธ์, การจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม, หลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมตามหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ในจังหวัดเลย 2) วิเคราะห์กลยุทธ์การจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม 3) เสนอกลยุทธ์การจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยเน้นพื้นที่เป้าหมาย 3 อำเภอ คือ ด่านซ้าย เชียงคาน และนาแห้ว และกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยแบ่งกลุ่มออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มตัวอย่างที่นักท่องเที่ยว 400 คน 2) กลุ่มตัวอย่างที่เป็นประชากรในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ศึกษา 15 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถาม 2) แบบสัมภาษณ์ 3) แบบประชุมกลุ่มย่อย สถิติที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบว่า
- ผลการศึกษาการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมตามหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ในจังหวัดเลย พบว่า จังหวัดเลยมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่โดดเด่น ทั้งด้านประเพณี วิถีชีวิต ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศาสนา และแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม เช่น ประเพณีผีตาโขนอำเภอด่านซ้าย ประเพณีผาสารทลอยเคราะห์อำเภอเชิงคาน และประเพณีแห่ดอกไม้อำเภอนาแห้ว เป็นต้น
- ผลการวิเคราะห์การจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมตามหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ในจังหวัดเลยประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการให้ความรู้ 2) ด้านทักษะการอนุรักษ์ 3) ด้านการมีส่วนร่วม และ 4) ด้านการบริหารจัดการ เพื่อผลักดันจังหวัดเลยให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน
- ผลการเสนอกลยุทธ์การจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมตามหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ในจังหวัดเลย โดยมีสาระสำคัญ 3 ประเด็น ได้แก่ 1) ด้านวิสัยทัศน์ 2) ด้านพันธกิจ 3) ด้านกลยุทธ์ตาม KSPM Model
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา. (2563). ยุทธศาสตร์การพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของประเทศไทย พ.ศ. 2563–2567. สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา.
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา. (2566). แผนกลยุทธ์การขับเคลื่อนการท่องเที่ยวสีขาว ภายใต้โมเดล.เศรษฐกิจ BCG พ.ศ. 2566-2570. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา.
แก้วตา ผิวพรรณ, สุทธิสินี ถิระธรรมสรณ์, และวินัย เชื่อมวราศาสตร์. (2561). การจัดการความรู้ด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดเพชรบูรณ์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันและความร่วมมือในการรองรับการรวมกลุ่มประชาคมอาเซียน. วารสารวิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย, 8(1), 27-33.
ชลวิทย์ เจียรจิตต์. (2560). ศาสนากับการพัฒนา (พิมพ์ครั้งที่ 2). ดีไซน์ ดีไลท์.
ชุณษิตา นาคภพ. (2561). รูปแบบการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบมีส่วนร่วมของ ชุมชนเกยไชย อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์. วารสารวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์, 8(2), 71–80. https://so06.tci-thaijo.org/ index.php/var/article/view/147866
นิชนันท์ อ่อนรัตน์. (2561). นโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในจังหวัดอุบลราชธานี. วารสารรังสิตบัณฑิตศึกษาในกลุ่มธุรกิจและสังคมศาสตร์, 4(2), 228-241.
สำราญ อิ่มจิตต์. (2547). เศรษฐปรัชญาในพุทธศาสนา. ธนาเพรส.
สุข เจริญรัตน์. (2552). พระพุทธศาสนากับเศรษฐกิจ. ธอส. สานฝันเพื่อบ้าน เพื่อคุณ ธนาคารอาคารสงเคราะห์, 15(57), 22-33.
สุจิตรา ภูมิโคกรักษ์. (2565). พฤติกรรมนักท่องเที่ยวและการใช้สื่อออนไลน์ในการเลือกแหล่งท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, 2(14), 123-137.
สุนีย์ ปราณีตพลกรัง. (2559). การจัดการแหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรมอย่างยั่งยืน. วารสารศิลปวัฒนธรรม, 2(5), 21-35.
Falk, J., & Dierking, L. (2016). The Museum Experience Revisited. Routledge.
Godfrey-Smith, P. (2003) Theory and Reality: An Introduction to the Philosophy of Science. The University of Chicago Press.
Richards, G. (2010). Cultural Tourism: A review of recent research and trends. Journal of Hospitality and Tourism Management, 17(1), 12-21.
UNWTO. (2021). Tourism and Rural Development. World Tourism Organization.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญา

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ผลการวิจัยและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความ ถือเป็นความคิดเห็นและอยู่ในความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความ มิใช่ความเห็นหรือความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ หรือมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา ทั้งนี้ไม่รวมความผิดพลาดอันเกิดจากการพิมพ์ บทความที่ได้รับการเผยแพร่โดยวารสารปัญญา ถือเป็นสิทธิ์ของวารสารฯ


