ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพกำลังพลเกษียณอายุกองทัพเรือ
คำสำคัญ:
ความรอบรู้ด้านสุขภาพ, พฤติกรรมสุขภาพ, กำลังพลเกษียณอายุกองทัพเรือบทคัดย่อ
ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพกำลังพลเกษียณอายุกองทัพเรือ เป็นส่วนหนึ่งของการวิจัย เรื่อง แนวทางการพัฒนาระบบบริการสุขภาพผู้สูงอายุกองทัพเรือ : ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพกำลังพลเกษียณอายุ มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและประเมินสภาวะสุขภาพ ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3อ.2ส. และวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3อ.2ส. และคุณภาพชีวิตของกำลังพลเกษียณอายุ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามจากกำลังพลกองทัพเรือที่เกษียณอายุราชการปี 2563 ทั้งหมด 39 หน่วยงาน คำนวณตามสัดส่วนของกำลังพลแต่ละหน่วย ได้จำนวน 323 คน วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป ของกลุ่มตัวอย่างตามตัวแปรที่ศึกษา โดยใช้สถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ ความถี่ และค่าร้อยละ วิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยสถิติ Correlation ผลการวิจัย แสดงให้เห็นว่า กำลังพลเกษียณอายุกองทัพเรือ มีค่าดัชนีมวลกายส่วนใหญ่อยู่ในระดับเป็นโรคอ้วน (BMI 25 - 29.9) ร้อยละ 41.49 รองลงมาคือน้ำหนักตัวเกิน (BMI 23.0 - 24.9) ร้อยละ 29.41 ส่วนใหญ่มีโรคประจำตัว 3 ลำดับแรก คือ โรคภาวะไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิต และโรคเบาหวาน ผลการวิเคราะห์ความรู้ความเข้าใจทางสุขภาพ ตามหลัก 3อ.2ส. ในภาพรวม คิดเป็นคะแนนร้อยละ 68.98 ต้องการได้รับการช่วยเหลือด้านบริการสุขภาพ จำนวน 214 คน คิดเป็นร้อยละ 66.25 และส่วนใหญ่ต้องการรับการบริการสุขภาพในสถานพยาบาลในสังกัดกองทัพเรือ จำนวน 221 คน คิดเป็นร้อยละ 68.42 ของทั้งหมด ผลการวิเคราะห์ด้านการเข้าถึงข้อมูล การสื่อสารสุขภาพ การจัดการตนเอง และการรู้เท่าทันสื่อ ตามหลัก 3อ.2ส.
ในภาพรวม คิดเป็นร้อยละ 68.44 อยู่ในระดับพอใช้ และเมื่อวิเคราะห์ระดับคะแนนที่ไม่ดี ได้แก่ ด้านการสื่อสารสุขภาพ คิดเป็นคะแนนร้อยละ 58.99 การตัดสินใจเลือกปฏิบัติที่ถูกต้อง ตามหลัก 3อ.2ส. มีคะแนนในภาพรวม คิดเป็นร้อยละ 80.26 อยู่ในระดับดีมาก เมื่อพิจารณาความรอบรู้ด้านสุขภาพในภาพรวม และคะแนนพฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3อ.2ส. ในภาพรวม อยู่ในระดับดี มีคะแนนร้อยละ 70.21 และ 73.16 ตามลำดับ และในด้านระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3อ.2ส. และคุณภาพชีวิตมีความสัมพันธ์ในระดับทางบวก (r=.407) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพตามหลัก 3อ. 2ส. โดยรวมกับคุณภาพชีวิตมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำ (r = .239) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3อ.2ส. กับคุณภาพชีวิตมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำมาก (r = .182) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงสาธารณสุข. กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ. กองสุขศึกษา. (2561). กลยุทธ์การเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ. กรุงเทพฯ: สามเจริญพานิชย์ (กรุงเทพ).
ขวัญเมือง แก้วดำเกิง และดวงเนตร ธรรมกุล. (2558). การเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพในประชากรผู้สูงวัย. วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ, 9(2), 1-8.
เขมิกา สมบัติโยธา. (2561). พฤติกรรมสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุใน อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม. วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 38(1), 18-59.
นพวรรณ แกมคา และจิราพร เกศพิชญวัฒนา. (2563). ความรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่เข้าร่วมชมรมผู้สูงอายุและศูนย์การเรียนรู้ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล. วารสารประชากรศาสตร์, 36(2), 40-57.
เพ็ญประภา เบญจวรรณ. (2558). การเตรียมความพร้อมก่อนเกษียณอายุ. วารสารวิทยาลัยเทคนิคนราธิวาส มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์, 2(1), 82-92.
ภูวนันท์ วิพุธานุพงษ์. (2560). การพัฒนาคุณภาพชีวิตข้าราชการเกษียณ ทร. เอกสารวิจัย โรงเรียนเสนาธิการทหารเรือ. นครปฐม: กรมยุทธศึกษาทหารเรือ.
วิชุดา ทัศแก้ว และชนินทร์ เจริญกุล. (2560). การจัดบริการสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุตามประกาศกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2554. วารสารราชพฤกษ์, 15(2), 35-43.
วิมลรัตน์ บุญเสถียร และอรทัย เหรียญทิพยะสกุล. (2563). ความรอบรู้ด้านสุขภาพ. APHEIT Journal of Nursing and Health, 2(1), 1-19.
ศันศินีณ์ พิณเนียม. (2565). แนวทางการเตรียมความพร้อมก่อนเกษียณอายุราชการของข้าราชการ กรมแพทย์ทหารเรือ. วารสารสหวิทยาการ สังคมศาสตร์และการสื่อสาร, 5(2), 134-142.
สุวัฒน์ มหัตนิรันดร์กุล และคณะ. (2541). เปรียบเทียบแบบวัดคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลก ชุด 100 ตัวชี้วัดและ26 ตัวชี้วัด. เชียงใหม่: โรงพยาบาลสวนปรุง.
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2556). รายงานประจำปี พ.ศ 2556. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ.
สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2555). การสำรวจประชากรผู้สูงอายุไทย พ.ศ.2554. กรุงเทพฯ: สำนักสถิติสังคม สำนักงานสถิติแห่งชาติ.
Prasartkul, P., Thaweesit, S., & Chuanwan, S. (2019). Prospects and Contexts of Demographic Transitions in Thailand. Journal of Population and Social Studies, 27(1), 1-22. DOI: 10.25133/JPSSv27n1.001.
World Health Organization. (2014). Global status report on noncommunicable diseases 2014. Geneva: World Health Organization.
Yaffe, K., Weston, A. L., Blackwell, T., & Krueger, K. A. (2009). The metabolic syndrome and development of cognitive impairment among older women. Archives of neurology, 66(3), 324-328.
Yamane, T. (1973). Statistics: An Introductory Analysis. (3rd ed.). New York: Harper and Row.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2023 โรงเรียนนายเรือ

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการโรงเรียนนายเรือ ด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และ ศึกษาศาสตร์ ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการโรงเรียนนายเรือ ด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และ ศึกษาศาสตร์ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของโรงเรียนนายเรือ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใด ๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จากโรงเรียนนายเรือก่อนเท่านั้น