แนวทางการพัฒนาองค์กรแห่งความสุขของบุคลากรเรือนจำในจังหวัดตาก
คำสำคัญ:
องค์กรแห่งความสุข, ความสุขในการทำงาน, บุคลากรเรือนจำ, จังหวัดตากบทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความสุขของบุคลากรเรือนจำในจังหวัดตาก และเพื่อวิเคราะห์แนวทางการพัฒนาองค์กรแห่งความสุขของบุคลากรเรือนจำในจังหวัดตาก โดยเลือกศึกษาจังหวัดตาก เนื่องจากเป็นพื้นที่ชายแดนที่มีบริบทการปฏิบัติงานราชทัณฑ์เฉพาะทั้งภารกิจด้านการควบคุม และรักษาความปลอดภัย ตลอด 24 ชั่วโมง ภาระงานสูง และข้อจำกัดด้านอัตรากำลัง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ บุคลากรเรือนจำในจังหวัดตากจากเรือนจำกลางตากและเรือนจำอำเภอแม่สอด จำนวน 153 คน ซึ่งผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชากรทั้งหมด และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 19 คน ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูล เชิงปริมาณด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหาการผสานข้อมูลทั้งสองส่วนช่วยให้ผลการวิจัยมีทั้งความครอบคลุม และความลุ่มลึก แตกต่างจากการศึกษาที่มุ่งวัดระดับ ความสุขหรือศึกษาปัจจัยเฉพาะด้านเพียงอย่างเดียว และทำให้ได้แนวทางพัฒนา ที่สอดคล้องกับบริบทของ เรือนจำในจังหวัดตาก
ผลการวิจัยพบว่า บุคลากรเรือนจำในจังหวัดตากมีความสุขในการทำงานโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยความสุขสูง ได้แก่ ด้านสุขใจ (Happy Heart) อยู่ในระดับมาก (µ =4.46) รองลงมากับ ด้านครอบครัว (Happy Family) อยู่ในระดับมาก (µ =4.45) ด้านสุขภาพดี (Happy Body) อยู่ในระดับมาก (µ =4.38) และด้านผ่อนคลาย (Happy Relax) มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด อยู่ในระดับมาก (µ =4.05) ทั้งนี้ แนวทาง การพัฒนาองค์กรแห่งความสุขของบุคลากรเรือนจำในจังหวัดตาก พบว่า การสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชา ความสัมพันธ์อันดีระหว่างเพื่อนร่วมงาน การจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพกายและใจ รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เอื้อต่อการทำงานร่วมกัน เป็นข้อเสนอหรือประเด็นที่พบจากข้อมูลเชิงคุณภาพความสุขในการทำงานของบุคลากร แนวทางการพัฒนาควรให้ผู้บริหารสนับสนุนการจัดสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยทั้ง ด้านร่างกายและจิตใจ เปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการกำหนดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะ และส่งเสริมวัฒนธรรมการช่วยเหลือเกื้อกูล โดยให้ความสำคัญกับการจัดเวลาพักและกิจกรรมผ่อนคลายซึ่งเป็นด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด ผลการศึกษานี้เป็นข้อเสนอเชิงแนวทางสำหรับเรือนจำในจังหวัดตาก ซึ่งควรนำไปทดลองใช้และประเมินผลก่อนสรุปผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและความยั่งยืนขององค์กร
เอกสารอ้างอิง
กอปรลาภ อภัยภักดิ์. (2563). ความสุขในการทำงานของบุคลากรภาครัฐและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง. วารสารการบริหารภาครัฐและเอกชน, 27(2), 85–102.
กุสุมา ศรีแย้ม. (2563). ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของบุคลากรองค์กรภาครัฐ. วารสารวิจัยการบริหารการพัฒนา, 10(1), 45–58.
ชาติชัย รมโพธิ์. (2564). ความสุขในการทำงานของบุคลากรเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา [รายงานการวิจัย]. ฐานข้อมูลงานวิจัยในงานราชทัณฑ์ กรมราชทัณฑ์. https://id.correct.go.th/ฐานข้อมูลงานวิจัยในงาน-3/2569-126/
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. (2567). คู่มือสร้างเสริมองค์กรสุขภาวะ. สำนักงานสนับสนุนสุขภาวะองค์กร.
สุพัตรา เทพเฉลิม. (2560). ความสุขในการทำงานของบุคลากรสำนักงานขนส่งจังหวัดชลบุรี. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยบูรพา.
Bakker, A. B., & Demerouti, E. (2018). Multiple levels in job demands–resources theory: Implications for employee well-being and performance. In E. Diener, S. Oishi, & L. Tay (Eds.), Handbook of well-being (pp. 1–13). DEF Publishers. https://pure.tue.nl/ws/portalfiles/portal/116456879/Multiple_Levels_in_Job_Demands_Resources_Theory_Implications_for_Employee_Well_being_and_Performance.pdf
Bakker, A. B., Demerouti, E., & Sanz-Vergel, A. (2023). Job demands–resources theory: Ten years later. Annual Review of Organizational Psychology and Organizational Behavior, 10, 25–53. https://doi.org/10.1146/annurev-orgpsych-120920-053933
Bellet, C. S., De Neve, J.-E., & Ward, G. (2024). Does employee happiness have an impact on productivity? Management Science, 70(3), 1656–1679. https://doi.org/10.1287/mnsc.2023.4766
Cho, S., Noh, H., Yang, E., Lee, J., Lee, N., Schaufeli, W. B., & Lee, S. M. (2020). Examining the job demands–resources model in a sample of Korean correctional officers. Current Psychology, 39(5), 1521–1534. https://doi.org/10.1007/s12144-020-00620-8
Costa, V., Monteiro, S., Cunha, A. I., Pereira, H., & Esgalhado, G. (2024). Job stress and burnout among prison staff: A systematic literature review. Journal of Criminal Psychology, 14(2), 196–212. https://doi.org/10.1108/JCP-10-2023-0067
Creswell, J. W., & Creswell, J. D. (2018). Research design: Qualitative, quantitative, and mixed methods approaches (5th ed.). SAGE Publications.
Demerouti, E., & Bakker, A. B. (2023). Job demands-resources theory in times of crises: New propositions. Organizational Psychology Review, 13(3), 209–236. https://doi.org/10.1177/20413866221135022
Fisher, C. D. (2010). Happiness at work. International Journal of Management Reviews, 12(4), 384–412. https://doi.org/10.1111/j.1468-2370.2009.00270.x
Forman-Dolan, J., Caggiano, C., Anillo, I., & Kennedy, T. D. (2022). Burnout among professionals working in corrections: A two-stage review. International Journal of Environmental Research and Public Health, 19(16), 9954. https://doi.org/10.3390/ijerph19169954
Krekel, C., Ward, G., & De Neve, J.-E. (2019). Employee wellbeing, productivity, and firm performance (CEP Discussion Paper No. 1605). Centre for Economic Performance, London School of Economics and Political Science.
Nomngamsak, K., Charoenarpornwattana, P., & Tubsree, C. (2021). Happy workplace factors and activities of food industry employees. Journal of Global Business Review, 23(2), 1–13.
Organisation for Economic Co-operation and Development. (2023). Government at a glance 2023. OECD Publishing. https://doi.org/10.1787/3d5c5d31-en
World Health Organization. (2010). Healthy workplaces: A model for action: For employers, workers, policymakers and practitioners. https://iris.who.int/handle/10665/44307
World Health Organization. (2022). WHO guidelines on mental health at work. https://iris.who.int/handle/10665/363177
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
หมวดหมู่
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการเพื่อการพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
แนวคิดและทัศนะในบทความเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความ การนำบทความหรือส่วนหนึ่งของบทความไปตีพิมพ์เผยแพร่ ให้อ้างอิงแสดงที่มา และข้อมูลเกี่ยวกับผู้เขียนบทความ







