ผลการจัดการเรียนรู้แบบซิปปาโมเดลร่วมกับการใช้เกมเป็นฐานที่มีต่อกระบวนการเรียนรู้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่องรูปเรขาคณิตสามมิติ

Main Article Content

ผกาวดี ธิวงศ์
รุสนันท์ แก้วตา
ฐิตพัฒน์ สตางค์จันทร์

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินคุณภาพและความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ 2) ศึกษากระบวนการเรียนรู้ 3) ศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบซิปปาโมเดล (CIPPA Model) ร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน เรื่องรูปเรขาคณิตสามมิติ กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านร่องห้า ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 15 คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ แบบสังเกตพฤติกรรม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 10 ข้อ (ใช้วัดก่อนและหลังเรียน) และแบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 14 ข้อ แบ่งเป็น 4 ด้าน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ค่าเฉลี่ย (x̅) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติทดสอบทีสําหรับกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน (Dependent Samples t-test)


ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้มีคุณภาพและความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̅=4.57, S.D.=0.11) 2) กระบวนการเรียนรู้ของนักเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̅=4.60, S.D.=0.08) 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการจัดการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 7.00 คะแนน สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 5.73 คะแนน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t=4.01, p=.001) และ 4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยรวมในระดับมากที่สุด (x̅=4.55, S.D.=0.14) โดยมีค่าเฉลี่ยรายด้านอยู่ระหว่าง 4.43-4.62 ผลการวิจัยสะท้อนแนวโน้มว่า การจัดการเรียนรู้รูปแบบซิปปาโมเดลร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานมีความเหมาะสมสำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องรูปเรขาคณิตสามมิติ โดยในบริบทของกลุ่มเป้าหมายที่ศึกษา นักเรียนมีพฤติกรรมในกระบวนการเรียนรู้และความพึงพอใจอยู่ในระดับสูง และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ ทั้งนี้ ผลการวิจัยควรพิจารณาภายใต้บริบทของกลุ่มเป้าหมายและแบบแผนการวิจัยที่ใช้

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
ธิวงศ์ ผ., แก้วตา ร., & สตางค์จันทร์ ฐ. (2026). ผลการจัดการเรียนรู้แบบซิปปาโมเดลร่วมกับการใช้เกมเป็นฐานที่มีต่อกระบวนการเรียนรู้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่องรูปเรขาคณิตสามมิติ. วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม, 23(2), 276–285. สืบค้น จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/edu-rmu/article/view/286488
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสาระภูมิศาสตร์ ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กระทรวงศึกษาธิการ.

ทิศนา แขมมณี. (2560). ศาสตร์การสอน: องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ (พิมพ์ครั้งที่ 21). สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน). (2567). ผลการวิเคราะห์ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2566 เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน. สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2562). แนวทางการนิเทศเพื่อพัฒนาและส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ตามนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.

Ergul, E., & Dogan, M. (2022). Using game-based learning in place value teaching in primary school: A mixed-method study. International Journal of Progressive Education, 18(5), 1-17. https://doi.org/10.29329/ijpe.2022.467.1

OECD. (2023). PISA 2022 results (Volume I): The state of learning and equity in education. OECD Publishing. https://doi.org/10.1787/53f23881-en

Sailer, M., & Homner, L. (2020). The gamification of learning: A meta-analysis. Educational Psychology Review, 32, 77-112. https://doi.org/10.1007/s10648-019-09498-w

UNESCO. (2021). Reimagining our futures together: A new social contract for education. UNESCO.

Wanglang, C., & Chatwattana, P. (2023). The project-based learning model using gamification to enhance 21st-century learners in Thailand. Journal of Education and Learning, 12(2), 99-105. https://doi.org/10.5539/jel.v12n2p99