ผลของชุดกิจกรรมบิงโกหยุดพอดชีวิตไม่พัง ที่มีต่อเจตคติในการใช้บุหรี่ไฟฟ้าของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น

Main Article Content

อมรรัตน์ กำมะณี
ปวีณ์ภัสร เศรษฐสิริโชติ
ณัฐกานต์ แสงงาม
จุฑารัตน์ แก้วกำยาน
วิชชุดา เพิ่มเดช

บทคัดย่อ

บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อเปรียบเทียบเจตคติเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมบิงโกหยุดพอดชีวิตไม่พังในนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นโรงเรียนวัดท้องคุ้ง “ไพโรจน์ประชาสรรค์” 2) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมบิงโกหยุดพอดชีวิตไม่พัง สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นโรงเรียนวัดท้องคุ้ง “ไพโรจน์ประชาสรรค์” เป็นการวิจัยเชิงทดลอง ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนวัดท้องคุ้ง “ไพโรจน์ประชาสรรค์” ช่วงอายุ 13-15 ปี โดยใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 38 คน เป็นนักเรียนชาย 15 คน นักเรียนหญิง 23 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ ชุดการจัดการเรียนการสอนที่ประกอบด้วยแผนกิจกรรม 3 แผน ได้ค่า CVI เท่ากับ 1.00  และแบบวัดเจตคติเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า ได้ค่า IOC ระหว่าง 0.67-1.00 สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1. ค่าเฉลี่ยเจตคติของนักเรียนที่มีต่อบุหรี่ไฟฟ้าทั้ง 3 สัปดาห์ หลังเรียนต่อก่อนเรียน เท่ากับ 2.38, 2.83, 3.18/2.17, 2.44, 2.99 แสดงว่า เจตคติของนักเรียนที่มีต่อบุหรี่ไฟฟ้า หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และผลการพัฒนาชุดกิจกรรมบิงโกหยุดพอดชีวิตไม่พัง สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นโรงเรียนวัดท้องคุ้ง “ไพโรจน์ประชาสรรค์” พบว่า ชุดกิจกรรมบิงโกหยุดพอดชีวิตไม่พังตามแนวคิดโมเดลเลิฟที่พัฒนาขึ้น เมื่อนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ปรับเปลี่ยนเจตคติที่ดีต่อผู้เรียนเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า โดยผ่านกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ตาม Love Model คือ ผู้เรียนได้รับความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าผ่านการตั้งคำถามและสำรวจข้อมูล (L) กล้าแสดงความคิดเห็นและเปิดใจรับฟังมุมมองของผู้อื่น (O) เห็นคุณค่าของสุขภาพและสะท้อนการเรียนรู้ที่ได้รับ (V) และสามารถเป็นแบบอย่างที่ดีในการปรับเปลี่ยนเจตคติเชิงลบต่อบุหรี่ไฟฟ้าทั้งต่อตนเองและผู้อื่นได้ (E)

Article Details

ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กรมสนับสนุนและบริการสุขภาพ. (2568). พฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้า หรือพอด (Pod) ของเด็กและเยาวชนไทย ปี 2568. นนทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข.

จิณห์จุฑา ศิริเวชบุรี. (2561). การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนโดยประยุกต์ใช้กระบวนการเรียนรู้ปัญหาเป็นฐาน เพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5. วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน. มหาวิทยาลัยบูรพา.

ณภัทร ชมชื่น และคณะ. (2568). การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้เชิงรุกด้วยเกมบิงโกเพื่อส่งเสริมความรู้ในนักเรียนมัธยมศึกษา. วารสารวิชาการครูศึกษา, 12(1): 45-60.

ทนงค์ ดวงมุกพะเนาว์ และคณะ. (2568). การพัฒนาระบบเครือข่ายในการป้องกันการใช้บุหรี่ไฟฟ้าของเยาวชนจังหวัดปราจีนบุรี. วารสารสหวิชาการเพื่อสุขภาพ. 7(1): 96-108.

นรลักขณ์ เอื้อกิจ และลัดดาวัลย์ เพ็ญศรี. (2562). การประยุกต์ใช้แนวคิด PRECEDE MODEL ในการสร้างเสริมสุขภาพ. วารสารพยาบาลสภากาชาดไทย, 12(1): 38-48.

นวรัตน์ ธัญญศิริ. (2561). ผลการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาโดยใช้โมเดลเลิฟเพื่อสร้างเสริมความเป็นมนุษย์ ที่สมบูรณ์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น. วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์. 19(1): 67-81.

ปภัสสันต์ ตันหราพันธุ์. (2568). ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง. วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน. 11(1): 149-164.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (2567). บุหรี่ไฟฟ้า ผลร้ายที่เกิดกับเด็กและวัยรุ่น. https://happychild.thaihealth.or.th/บุหรี่ไฟฟ้า-ผลร้ายที่เก/

สุพรรษา สงฉิม. (2563). การจัดการเรียนรู้เพศศึกษาโดยใช้โมเดลเลิฟเพื่อลดพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศของวัยรุ่น. คณะสาธารณสุขศาสตร์: มหาวิทยาลัยบูรพา.

สุรีย์พันธุ์ วรพงศธร. (2558). การวิจัยทางสุขศึกษา. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์วิฑูรย์การปก.

เอมอัชฌา วัฒนบุรานนท์. (2565). โมเดลเลิฟ (LOVE MODEL): โมเดลการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างเสริมความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ LOVE MODEL: Learning Management Model for Enhancing Comprehensive Humanization. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: บริษัท โอ เอส พริ้นติ้ง เฮ้าส์ จำกัด.

Duangrattanaekchai, P. (2019). Active Learning and Students’ Motivation in Health Education. Journal of Educational Innovation, 5(3): 200-215.

Phuangchampa, S. (2019). Innovative Learning Strategies in the 21st Century. International Journal of Educational Development, 14(1): 88-102.

Tata, R., & Supaya, M. (2022). Efficiency of Game-Based Learning in Health Education. Global Journal of Health Science, 14(4): 88-102.