การสร้างสรรค์ศิลปะในสถานะบทพิสูจน์กระบวนการเข้าถึงความว่างของจิตโดยพื้นฐานแนวคิดระบบโครงข่ายเริ่มต้นของสมอง
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและออกแบบทัศนธาตุทางจิตรกรรมที่สามารถจำลองประสบการณ์การเหม่อลอยอย่างมีคุณภาพผ่านแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ 2) สร้างสรรค์ผลงานศิลปะปลายเปิดที่กระตุ้นการสะท้อนอัตลักษณ์และการเชื่อมโยงกับประสบการณ์ภายในของผู้รับชม 3) ประเมินประสิทธิภาพของงานจิตรกรรมในฐานะเครื่องมือนำพาจิตเข้าสู่สภาวะความว่างโดยอิงพื้นฐานแนวคิดระบบโครงข่ายเริ่มต้นของสมอง เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่บูรณาการร่วมกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการทางศิลปะ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญเป็นกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงโดยคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์และผลงานเป็นที่ประจักษ์ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิด้านทัศนศิลป์และการออกแบบ 2) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาหรือจิตวิทยาการรู้คิด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) แบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง 2) แบบบันทึกการสังเกตการณ์และการทดลองจัดวางทัศนธาตุในสตูดิโอ 3) ผลงานจิตรกรรมสร้างสรรค์ชุดต้นแบบที่ใช้เป็นสื่อกลางในการประเมินปฏิกิริยาการรับรู้ ผลการวิจัยพบว่า 1) การออกแบบทัศนธาตุทางจิตรกรรมที่สกัดจากลักษณะธรรมชาติผ่านเทคนิคความพร่ามัวและการบริหารพื้นที่ว่าง สามารถจำลองประสบการณ์การเหม่อลอยที่มีคุณภาพและลดภาระสมองโหมดจดจ่อ (TPN) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2) การสร้างสรรค์ผลงานในลักษณะปลายเปิดที่ลดทอนรูปทรงชี้นำ ช่วยกระตุ้นให้ผู้รับชมเกิดการสะท้อนอัตลักษณ์และเชื่อมโยงกับประสบการณ์ภายในส่วนบุคคลได้อย่างลึกซึ้ง 3) งานจิตรกรรมชุดนี้มีประสิทธิภาพสูงในการเป็นเครื่องมือนำพาจิตเข้าสู่สภาวะความว่าง โดยการใช้จังหวะของประกายแสงและกราฟิกเงาดำทำหน้าที่สลับการรับรู้เข้าสู่ระบบโครงข่ายเริ่มต้นของสมอง (DMN) เพื่อหยุดยั้งวงจรความหมกมุ่นทางอารมณ์ องค์ความรู้ที่ได้รับจึงถือเป็นมรรควิธีร่วมสมัยที่ใช้ศิลปะในการฟื้นฟูความเหนื่อยล้าทางปัญญาและสร้างความสมดุลให้แก่จิตใจได้อย่างเป็นรูปธรรม
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิชาการสถาบันพัฒนาพระวิทยากร
ข้อความที่ปรากฎอยู่ในบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความ และข้อคิดเห็นนั้นไม่ถือว่าเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการวารสารวิชาการสถาบันพัฒนาพระวิทยากร
เอกสารอ้างอิง
ชลิตา พัฒนกิจ. (2566). ธรรมชาติวิทยาและสุนทรียภาพเพื่อการเจริญสติ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต). (2555). พุทธธรรม ฉบับปรับปรุงและขยายความ. (พิมพ์ครั้งที่ 39). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ผลิธัมม์.
พีรพล ตั้งสุวรรณ. (2567). สุขภาวะทางจิตในสังคมดิจิทัล. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
Chatterjee, A., & Vartanian, O. (2014). Neuroaesthetics. Trends in Cognitive Sciences, 18(7): 370-375.
Escher, M. C. (1989). Escher on Escher: Exploring the infinite. (1st ed.). New York: Harry N. Abrams.
Homer, W. I. (1964). Seurat and the science of painting. (1st ed.). Cambridge: MIT Press.
Kaplan, R., & Kaplan, S. (1989). The experience of nature: A psychological perspective. (1st ed.). Cambridge: Cambridge University Press.
Raichle, M. E. (2015). The brain's default mode network. Annual Review of Neuroscience, 38(1): 433-447.
Seitz, W. C. (1960). Claude Monet. (1st ed.). New York: Harry N. Abrams.
Smallwood, J., & Schooler, J. W. (2015). The science of mind wandering: empirically navigating the stream of consciousness. Annual Review of Psychology, 66(1): 487-518.
Zeki, S. (1999). Inner vision: An exploration of art and the brain. (1st ed.). Oxford: Oxford University Press.