ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์กับการส่งเสริมสมรรถนะครูมืออาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 3
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์และการส่งเสริมสมรรถนะครูมืออาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์และการส่งเสริมสมรรถนะครูมืออาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามตัวแปรเพศ ตำแหน่ง ประสบการณ์ในการทำงานและขนาดสถานศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์กับการส่งเสริมสมรรถนะครูมืออาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา 4) ประมวลข้อเสนอแนะเกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์กับการส่งเสริมสมรรถนะครูมืออาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา รูปแบบวิจัยใช้การวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 3 จำนวน 281 คน ซึ่งได้มาจากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของทาโร่ ยามาเน่ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-Test) ทดสอบค่าเอฟ (F-Test) และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด และการส่งเสริมสมรรถนะครูมืออาชีพของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด 2) การเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01 และการเปรียบเทียบระดับการส่งเสริมสมรรถนะครูมืออาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์ในการทำงานและขนาดสถานศึกษา โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.1 ขณะที่เมื่อจำแนกตามเพศไม่แตกต่างกัน 3) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์กับการส่งเสริมสมรรถนะครูมืออาชีพมีความสัมพันธ์ทางบวก (r = .726) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) ประมวลข้อเสนอแนะจากการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาควรส่งเสริมภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ เปิดโอกาสให้ครูมีส่วนร่วมในการบริหารและแก้ปัญหา
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิชาการสถาบันพัฒนาพระวิทยากร
ข้อความที่ปรากฎอยู่ในบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความ และข้อคิดเห็นนั้นไม่ถือว่าเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการวารสารวิชาการสถาบันพัฒนาพระวิทยากร
เอกสารอ้างอิง
จรุณี เก้าเอี้ยน. (2556). เทคนิคการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา: กลยุทธ์และแนวทางการปฏิบัติสำหรับผู้บริหารมืออาชีพ. (พิมพ์ครั้งที 2). ยะลา: มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา.
ณัฏฐกิตติ์ บุญเก่ง. (2565). ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับสมรรถนะครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 2. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา. มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา.
ทิศนา แขมมณี. (2560). ศาสตร์การสอน: องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. (พิมพ์ครั้งที่ 20). กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 3. (2567). แผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567. นราธิวาส: สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 3.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2563, 6 สิงหาคม). คู่มือการพัฒนาตนเองผ่านระบบออนไลน์ เสริมสร้างสมรรถนะครูผู้ช่วยสู่การเป็นครูมืออาชีพ. สำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ. https://personnel.obec.go.th/web/archives/48476
สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา. (2564, 26 สิงหาคม). มาตรฐานความรู้และสมรรถนะวิชาชีพครู ตามข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ. 2564. สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา.https://www.ksp.or.th:
Hallinger, P., & Murphy, J. (1985). Assessing the instructional management behavior of principals. The Elementary School Journal, 86(2): 217–247.
Parker, J. P., & Begnaud, L. G. (2004). Developing creative leadership. Westport, CT: Teacher Ideas Press.
Sternberg, R. J. (2006). Cognitive psychology. Belmont, CA: Thomson Wadsworth.
Stoll, L., & Temperley, J. (2009). Creative leadership: A challenge of our times. Nottingham, England: National College for School Leadership.
UNESCO. (2017). A guide for ensuring inclusion and equity in education. Paris: UNESCO.
Yamane, T. (1973). Statistics: An introductory analysis. (2nd ed.). New York, NY: Harper and Row.